ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
การเงิน

สินเชื่อบ้าน 2026: กู้ยังไงให้ผ่าน ผ่อนเท่าไหร่ไหว ฉบับเข้าใจง่าย

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 38 นาที
แชร์บทความนี้
สินเชื่อบ้าน 2026: กู้ยังไงให้ผ่าน ผ่อนเท่าไหร่ไหว ฉบับเข้าใจง่าย
Bangkok River Park Condominium by trungydang — CC BY 3.0 via Wikimedia Commons

ชมเพิ่มเติม: กู้บ้านยังไง ไม่เสียเปรียบแบงก์? โดย Money Buffalo

ซื้อบ้านสักหลัง คงเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนส่วนใหญ่ และก็เป็นเรื่องที่สับสนที่สุดเรื่องหนึ่งด้วย — ธนาคารไหนดอกเบี้ยถูกกว่ากัน กู้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาบ้าน ผ่อนเดือนละเท่าไหร่ถึงเรียกว่า "ไหว" แล้วทำไมพอปีที่ 4 ค่างวดถึงพุ่งขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว บทความนี้รวบรวมทุกอย่างที่ต้องรู้ก่อนขอสินเชื่อบ้านในปี 2569 ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่พื้นฐาน อัตราดอกเบี้ยจริงของแต่ละธนาคาร เกณฑ์ LTV ที่ผ่อนคลายอยู่ตอนนี้ สูตรคำนวณว่าผ่อนไหวไหม ค่าธรรมเนียมที่มักถูกมองข้าม ไปจนถึงสิทธิลดหย่อนภาษีที่หลายคนไม่รู้ว่ามี (บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงได้ทุกเดือน ควรตรวจสอบกับธนาคารก่อนตัดสินใจ)

สินเชื่อบ้านคืออะไร ทำไมถึงซับซ้อนกว่าสินเชื่ออื่น

สินเชื่อบ้าน (Home Loan / Mortgage) คือเงินกู้ที่ธนาคารปล่อยให้คุณซื้อ สร้าง หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย โดยใช้ตัวบ้าน/คอนโดนั้นเองเป็นหลักประกัน (จดจำนอง) พูดง่าย ๆ คือถ้าคุณผ่อนไม่ไหว ธนาคารมีสิทธิ์ยึดบ้านไปขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินคืน นี่คือเหตุผลที่ธนาคารกล้าปล่อยกู้ก้อนใหญ่ ระยะยาวถึง 30–40 ปี และดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อส่วนบุคคลมาก

สิ่งที่ทำให้สินเชื่อบ้านซับซ้อนกว่าสินเชื่อทั่วไปมีสามเรื่องหลัก:

  1. อัตราดอกเบี้ยแบบ "ขั้นบันได" — ปีแรก ๆ (มักปีที่ 1–3) ได้อัตราโปรโมชั่นต่ำมาก แล้วปีถัดไปจะ "ลอยตัว" อ้างอิงอัตรา MRR ของแต่ละธนาคารซึ่งสูงกว่าเดิมมาก คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มักตกใจตอนค่างวดพุ่งปีที่ 4
  2. วงเงินกู้ขึ้นกับราคาประเมิน ไม่ใช่ราคาซื้อขาย — ธนาคารจะส่งผู้ประเมินอิสระไปตีราคาบ้าน ถ้าราคาประเมินต่ำกว่าราคาที่คุณตกลงซื้อ ส่วนต่างคุณต้องควักเงินสดเพิ่มเอง
  3. มีค่าใช้จ่ายแฝงตอนโอนกรรมสิทธิ์ — ค่าธรรมเนียมโอน ค่าจดจำนอง ค่าประเมิน ค่าประกันอัคคีภัย (บังคับ) และบางกรณีบังคับซื้อประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินกู้ด้วย

เข้าใจสามเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยไปดูรายละเอียดแต่ละเรื่องในหัวข้อถัดไป

คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยาและตึกสูงในกรุงเทพ ภาพ: ตึกที่พักอาศัยในกรุงเทพ — คอนโดในเมืองเป็นอีกทางเลือกยอดนิยมของสินเชื่อบ้านนอกจากบ้านเดี่ยว

เตรียมตัวอย่างไรก่อนขอสินเชื่อบ้าน

ก่อนเดินเข้าธนาคาร มี 4 เรื่องที่ควรทำให้เรียบร้อยก่อน เพราะมีผลโดยตรงต่อว่าจะ "กู้ผ่านไหม" และ "ได้ดอกเบี้ยดีแค่ไหน":

1. ตรวจเครดิตบูโรตัวเองก่อน อย่ารอให้ธนาคารเช็คแล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเองติดประวัติค้างชำระ ขอรายงานข้อมูลเครดิตจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ด้วยตัวเองล่วงหน้า ถ้าเจอรายการค้างชำระเก่า ๆ ให้รีบเคลียร์ให้จบก่อนยื่นกู้อย่างน้อย 3–6 เดือน เพราะประวัติการชำระหนี้ย้อนหลังคือปัจจัยที่ธนาคารดูหนักที่สุดรองจากรายได้

2. เก็บเงินดาวน์และเงินสำรอง แม้เกณฑ์ LTV ปัจจุบันจะผ่อนคลายให้กู้ได้ถึง 100% ของราคาประเมิน (ดูหัวข้อถัดไป) แต่การมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10–20% ยังช่วยให้อนุมัติง่ายขึ้น ดอกเบี้ยมักถูกกว่า และเผื่อกรณีราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง นอกจากนี้ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากไว้อย่างน้อย 3–6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน อ่านวิธีสร้างเงินสำรองฉุกเฉินแบบเป็นระบบได้ใน คู่มือเงินสำรองฉุกเฉิน

3. เคลียร์หนี้เดิมให้เบาที่สุด ยิ่งมีหนี้บัตรเครดิตหรือผ่อนรถอยู่มาก ยิ่งกระทบวงเงินกู้บ้านที่ขอได้ (ดูหัวข้อ DSR ด้านล่าง) ถ้ากำลังมีหนี้หลายก้อน ลองอ่าน วิธีปลดหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อวางแผนก่อนยื่นกู้บ้าน การมีประวัติบัตรเครดิตที่ดี (จ่ายเต็มทุกเดือน ไม่ค้าง) ก็ช่วยสร้างเครดิตให้ธนาคารเชื่อมั่น อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือบัตรเครดิตใบแรก

4. เตรียมเอกสารให้ครบ โดยทั่วไปธนาคารขอ: สำเนาบัตรประชาชน/ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนย้อนหลัง 3–6 เดือน สเตทเมนต์บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน (สำหรับพนักงานประจำ) หรือย้อนหลัง 12 เดือนพร้อมภาษีเงินได้ (สำหรับฟรีแลนซ์/เจ้าของกิจการ) และเอกสารเกี่ยวกับบ้าน/คอนโดที่จะซื้อ (สัญญาจะซื้อจะขาย โฉนด)

มือเซ็นเอกสารสัญญาด้วยปากกา ภาพ: ขั้นตอนเซ็นสัญญากู้ ควรอ่านเงื่อนไขดอกเบี้ยและค่าปรับให้ครบก่อนเซ็นทุกครั้ง

เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน 2569 (ข้อมูล ณ ส.ค. 2569)

อัตราดอกเบี้ยบ้านมีสองช่วงเสมอ: ช่วงโปรโมชั่น (ปีที่ 1–3, คงที่หรือขั้นบันไดต่ำ) และ ช่วงลอยตัว (ปีที่ 4 เป็นต้นไป, อ้างอิง MRR ลบส่วนลด) ตารางนี้เทียบทั้งสองช่วงของธนาคารหลัก ๆ:

ธนาคารดอกเบี้ยเฉลี่ยปีที่ 1–3อัตรา MRR อ้างอิงหมายเหตุ
ธนาคารออมสิน (GSB)~2.55%~6.045%มักมีโปรพิเศษกลุ่มข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ
ธอส. (GH Bank)~2.55–2.66%~6.145%มีโครงการรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย (ดูหัวข้อถัดไป)
กรุงศรีอยุธยา~2.65%~6.670%บางโครงการให้ LTV สูงถึง 110% (รวมค่าตกแต่ง)
ไทยพาณิชย์ (SCB)~2.65–2.69%~6.575%
กรุงไทย~2.80–3.13%~6.30%
กสิกรไทย~2.95–3.18%~6.58–6.78%
กรุงเทพ~3.05–3.55%~6.50–6.65%
ทีทีบี (TTB)~3.10%~7.105%

อ่านตารางนี้ยังไง: ดอกเบี้ยจริงที่จ่ายหลังปีที่ 3 มักคำนวณแบบ "MRR ลบส่วนลด X%" เช่น MRR−2% จากตัวอย่างธนาคารกสิกรไทย MRR 6.58% ลบ 2% จะเหลือดอกเบี้ยจริงราว 4.58% ต่อปี ซึ่งยังสูงกว่าช่วงโปรโมชั่นเสมอ อย่าเลือกธนาคารเพราะตัวเลขปีแรกต่ำที่สุดอย่างเดียว ให้ขอใบเสนอราคาที่แจกแจงอัตราดอกเบี้ยทั้ง 3 ปีแรกและส่วนลดหลังจากนั้นจากอย่างน้อย 3 ธนาคาร แล้วคำนวณดอกเบี้ยรวมตลอด 5 ปีแรกเปรียบเทียบกัน เพราะตัวเลข MRR และส่วนลดเปลี่ยนแปลงได้ทุกเดือนตามภาวะตลาด ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับธนาคารโดยตรงก่อนตัดสินใจ

กู้ได้กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาบ้าน (เกณฑ์ LTV)

LTV (Loan to Value) คือสัดส่วนวงเงินกู้เทียบกับราคาประเมินบ้าน เช่น LTV 90% หมายถึงกู้ได้ 90% ที่เหลือ 10% ต้องดาวน์เอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้กำหนดเพดาน LTV เพื่อคุมความเสี่ยงเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์

สถานะปัจจุบัน (สำคัญ): ธปท. ออกมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราวให้ กู้ได้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน สำหรับสัญญาที่อยู่อาศัยแทบทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังที่ 1, 2 หรือ 3 และทุกช่วงราคา มาตรการนี้เริ่มมีผล 1 พฤษภาคม 2568 และล่าสุดถูกต่ออายุออกไปอีกจนถึง 30 มิถุนายน 2570 เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์

ก่อนหน้ามาตรการผ่อนคลายนี้ เกณฑ์ปกติจะให้กู้ได้ 70–90% ขึ้นกับราคาบ้านและว่าเป็นสัญญาบ้านหลังที่เท่าไร (บ้านหลังแรกราคาต่ำกว่า 10 ล้านมักกู้ได้สูงสุด บ้านหลังที่ 2–3 หรือราคาสูงกว่า 10 ล้านจะกู้ได้เปอร์เซ็นต์ต่ำลง) สิ่งที่ต้องรู้คือมาตรการผ่อนคลายเป็นมาตรการชั่วคราวที่ต่ออายุเป็นรอบ ๆ จึงควรเช็คเกณฑ์ล่าสุดกับธนาคารหรือประกาศ ธปท. ก่อนวางแผนตัวเลขดาวน์เสมอ อย่ายึดตัวเลขจากบทความเก่าที่อาจหมดอายุไปแล้ว

ทำไมยังควรดาวน์แม้กู้ได้ 100%? เพราะ (1) ราคาประเมินอาจต่ำกว่าราคาซื้อขายจริง ส่วนต่างต้องจ่ายเงินสด (2) กู้ 100% หมายถึงดอกเบี้ยที่จ่ายตลอดสัญญาสูงกว่ามาก และ (3) มีค่าใช้จ่ายวันโอนที่ต้องมีเงินสดสำรองอยู่ดี (ดูหัวข้อค่าธรรมเนียม)

ผ่อนเดือนละเท่าไหร่ถึงเรียกว่า "ไหว" — สูตร DSR

DSR (Debt Service Ratio) คือสัดส่วนภาระหนี้สินรวมต่อรายได้ต่อเดือน เป็นตัวเลขหลักที่ธนาคารใช้ตัดสินว่าจะอนุมัติวงเงินกู้เท่าไหร่ สูตรคือ:

DSR (%) = (ภาระหนี้รวมต่อเดือนทั้งหมด ÷ รายได้รวมต่อเดือน) × 100

ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดเพดาน DSR ไว้ราว 40–50% ของรายได้รวม โดยนับรวม "หนี้เดิมทุกก้อน" ไม่ว่าจะเป็นผ่อนรถ บัตรเครดิต (นับขั้นต่ำ) สินเชื่อส่วนบุคคล บวกกับค่างวดบ้านใหม่ที่กำลังจะขอด้วย

รายได้รวมต่อเดือนเพดานภาระหนี้รวม (DSR 45%)ตัวอย่าง: ถ้าไม่มีหนี้อื่น ผ่อนบ้านได้สูงสุดประมาณ
20,000 บาท9,000 บาท9,000 บาท/เดือน
30,000 บาท13,500 บาท13,500 บาท/เดือน
50,000 บาท22,500 บาท22,500 บาท/เดือน
100,000 บาท45,000 บาท45,000 บาท/เดือน

ตัวอย่างจริง: รายได้รวม 30,000 บาท ผ่อนรถอยู่แล้ว 5,000 บาท/เดือน เท่ากับเหลือเพดานผ่อนบ้านได้ไม่เกิน 8,500 บาท/เดือน (13,500 − 5,000) ถ้าใช้ดอกเบี้ยเฉลี่ย 4.5% ต่อปี ผ่อน 30 ปี วงเงินกู้ที่ขอได้จริงจะอยู่ราว 1.6–1.7 ล้านบาทเท่านั้น แม้ราคาบ้านที่อยากได้จะแพงกว่านั้นก็ตาม นี่คือเหตุผลที่หลายคน "อยากได้บ้านราคาหนึ่ง แต่กู้ผ่านได้อีกราคาหนึ่ง"

อยากรู้ตัวเลขที่แม่นยำสำหรับรายได้และดอกเบี้ยของคุณเอง ลองคำนวณค่างวดจริงด้วย เครื่องคำนวณสินเชื่อ/ผ่อนบ้าน ของเรา ใส่วงเงิน ดอกเบี้ย และจำนวนปี ระบบจะคำนวณค่างวดต่อเดือนให้ทันที

ค่าใช้จ่ายวันโอนบ้าน — ค่าธรรมเนียมที่มักถูกมองข้าม

หลายคนวางแผนแค่ "เงินดาวน์" แต่ลืมว่าวันโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกก้อนที่ต้องเตรียมเป็นเงินสด:

รายการอัตราปกติอัตราปัจจุบัน (บ้านราคา/วงเงินกู้ไม่เกิน 7 ล้านบาท คนไทย)
ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์2% ของราคาประเมิน0.01%
ค่าจดจำนอง1% ของวงเงินกู้0.01%
รวม3%0.02%

มาตรการลดค่าธรรมเนียมนี้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและมีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 เฉพาะที่อยู่อาศัยราคาซื้อขายและวงเงินกู้ไม่เกิน 7 ล้านบาท และผู้ซื้อต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ลองดูตัวอย่างเงินที่ประหยัดได้จริง:

ราคาบ้านค่าธรรมเนียมอัตราปกติ (3%)ค่าธรรมเนียมอัตราปัจจุบัน (0.02%)ประหยัดได้
2,000,000 บาท60,000 บาท400 บาท59,600 บาท
3,000,000 บาท90,000 บาท600 บาท89,400 บาท
5,000,000 บาท150,000 บาท1,000 บาท149,000 บาท
7,000,000 บาท210,000 บาท1,400 บาท208,600 บาท

นอกจากสองรายการนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่มักถูกลืมอีก 3 อย่าง: ค่าประเมินราคาหลักประกัน (ธนาคารเรียกเก็บ มักหลักพันถึงหลักหมื่นบาทแล้วแต่ธนาคาร บางแห่งฟรีถ้าใช้บริการผู้ประเมินของธนาคารเอง) ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (บังคับตามกฎหมาย จ่ายรายปีหรือเหมาจ่ายทั้งสัญญา) และ ค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ (MRTA) ซึ่งไม่บังคับตามกฎหมายแต่ธนาคารมักเสนอเป็นเงื่อนไขแลกกับส่วนลดดอกเบี้ยเพิ่ม — ควรอ่านเงื่อนไขให้ชัดว่าบังคับซื้อจริงหรือแค่ "แนะนำ" ก่อนตัดสินใจ

รีไฟแนนซ์เมื่อไหร่ถึงคุ้ม

รีไฟแนนซ์ (Refinance) คือการย้ายหนี้บ้านจากธนาคารเดิมไปธนาคารใหม่เพื่อขอดอกเบี้ยโปรโมชั่นใหม่ ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือ หลังปีที่ 3 เมื่อดอกเบี้ยโปรโมชั่นเดิมหมดอายุและกำลังจะลอยตัวไปอิงกับ MRR ที่สูงกว่ามาก (สัญญาส่วนใหญ่มีเงื่อนไขห้ามไถ่ถอนก่อนกำหนดในช่วง 3 ปีแรก ถ้าทำก่อนจะมีค่าปรับ)

ค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์อยู่ราว 1–2% ของวงเงินกู้ใหม่ (ค่าจดจำนองใหม่ ค่าประเมินใหม่ ค่าดำเนินการ) เช่น วงเงินกู้เหลือ 2 ล้านบาท ค่ารีไฟแนนซ์จะอยู่ราว 20,000–40,000 บาท ก่อนตัดสินใจควรคำนวณว่า "ดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ตลอด 3 ปีถัดไป" มากกว่า "ค่าใช้จ่ายรีไฟแนนซ์" หรือไม่ ถ้าวงเงินกู้เหลือน้อยมาก (เช่นต่ำกว่า 5 แสนบาท) บางครั้งรีไฟแนนซ์อาจไม่คุ้มค่าธรรมเนียม ควรขอใบเสนอราคาจากธนาคารใหม่มาคำนวณเทียบให้ชัดก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

โครงการสินเชื่อบ้านของรัฐ สำหรับผู้เริ่มต้น

ถ้ารายได้ไม่สูงมากหรือเป็นการซื้อบ้านหลังแรก ธนาคารของรัฐมีโครงการเฉพาะที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดทั่วไป:

ธอส. — โครงการ "บ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2569" เปิดรับคำขอตั้งแต่ 5 มกราคม 2569 ถึง 29 มกราคม 2570 วงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย รายได้ผู้กู้ไม่เกินประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยปีแรกราว 3.00–3.25% ปีที่ 2–5 คิดแบบ MRR−2% และปีที่ 6 เป็นต้นไปคิด MRR−0.75% ถึง MRR−1% ขึ้นกับเงื่อนไข เหมาะกับกลุ่มรายได้ปานกลาง-น้อยที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรก

ออมสิน มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำสำหรับกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบุคลากรสาธารณสุขเป็นระยะ ๆ ควรติดตามโปรโมชั่นปัจจุบันโดยตรงจากสาขาหรือเว็บไซต์ธนาคาร เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนบ่อย

ข้อควรระวัง: โครงการ "บ้านล้านหลัง" ที่เคยโด่งดังในอดีต (ผ่อนคงที่ 5,000–7,000 บาท/เดือน) เป็นโครงการรุ่นเก่าที่เงื่อนไขอาจไม่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว อย่ายึดตัวเลขจากบทความเก่าที่พูดถึงบ้านล้านหลัง ให้ตรวจสอบโครงการที่เปิดรับสมัครจริงในปีนี้จากเว็บไซต์ ธอส. โดยตรงเสมอ เพราะรัฐมักออกโครงการใหม่มาแทนที่ทุกปีพร้อมเงื่อนไขที่ต่างกัน

ป้ายธนาคารและอาคารริมถนนในเมืองไทย ภาพ: อาคารธนาคารในตัวเมือง — ธนาคารของรัฐอย่าง ธอส. และออมสินมักมีโครงการดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้เริ่มต้นซื้อบ้าน

กู้ร่วมกับคู่สมรสหรือครอบครัว: ข้อดีและข้อควรระวัง

หลายคนกู้บ้านคนเดียวไม่ผ่านเพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ DSR ที่ธนาคารต้องการ ทางออกที่พบบ่อยคือ กู้ร่วม (Co-borrower) กับคู่สมรส พ่อแม่ หรือพี่น้อง เพื่อรวมรายได้ให้ผ่านเกณฑ์ แต่มีรายละเอียดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ:

ข้อดีของการกู้ร่วม:

  • รวมรายได้ ทำให้วงเงินกู้สูงขึ้น ธนาคารจะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมทุกคนมารวมกันคำนวณ DSR ทำให้กู้ได้วงเงินสูงขึ้นกว่ากู้คนเดียวมาก
  • กระจายความเสี่ยง ถ้าผู้กู้หลักมีเหตุขาดรายได้ชั่วคราว (ตกงาน เจ็บป่วย) ผู้กู้ร่วมยังช่วยผ่อนต่อได้ ไม่ขาดส่งจนบ้านถูกยึด

ข้อควรระวังของการกู้ร่วม:

  • ทุกคนที่กู้ร่วมต้องรับผิดชอบหนี้เต็มจำนวนร่วมกัน ไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว หากอีกฝ่ายไม่จ่าย อีกฝ่ายต้องรับภาระเต็มจำนวนแทน (ธนาคารมีสิทธิ์ไล่เบี้ยจากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งก็ได้)
  • ชื่อในโฉนดกับชื่อผู้กู้ร่วมไม่จำเป็นต้องตรงกัน บางกรณีกู้ร่วมเพื่อรวมรายได้ แต่ใส่ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์แค่บางคน ควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าใครถือกรรมสิทธิ์ เพราะมีผลต่อสิทธิ์การขาย การยกมรดก และการหย่าร้าง/แยกทางในอนาคต
  • สิทธิลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยถูกหารเท่า ๆ กัน ตามจำนวนผู้กู้ร่วม (ดูรายละเอียดในหัวขัดถัดไป) ไม่ใช่หารตามสัดส่วนที่แต่ละคนผ่อนจริง
  • ถอนชื่อออกจากการกู้ร่วมทีหลังทำได้ยาก ต้องทำเรื่องไถ่ถอนและกู้ใหม่ทั้งหมด (Refinance ยกเลิกผู้กู้ร่วม) ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติสินเชื่อใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่แค่เซ็นเอกสารถอนชื่อเฉย ๆ

คำแนะนำ: ถ้าจะกู้ร่วม ควรคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่อง (1) ใครถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด (2) สัดส่วนที่แต่ละคนจะผ่อนจริงในทางปฏิบัติ แม้ทางกฎหมายจะรับผิดชอบร่วมกันเต็มจำนวนก็ตาม และ (3) จะทำอย่างไรถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการถอนตัวในอนาคต ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาทะเลาะกันทีหลังได้มาก

ลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน — สิทธิที่หลายคนไม่รู้ว่ามี

นอกจากตัวบ้านแล้ว สินเชื่อบ้านยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่คนกู้จำนวนมากไม่เคยใช้ ดอกเบี้ยที่จ่ายจริงในการกู้ซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย สามารถนำมา ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง สูงสุด 100,000 บาทต่อปี (ตามมาตรา 47(1)(ซ) ประมวลรัษฎากร)

ประเด็นสำคัญที่มักเข้าใจผิด:

  • เพดาน 100,000 บาทนี้แยกต่างหากจากกลุ่มประกันชีวิต-สุขภาพ ที่มีเพดาน 100,000 บาทเหมือนกัน คือไม่ได้ใช้เพดานร่วมกัน สามารถลดหย่อนได้ทั้งสองส่วนเต็มเพดานพร้อมกัน
  • ถ้ากู้ร่วมกันหลายคน เพดาน 100,000 บาทจะถูก หารเท่า ๆ กันตามจำนวนผู้กู้ร่วม ไม่ใช่หารตามสัดส่วนที่แต่ละคนจ่ายจริง เช่น กู้ร่วมสามีภรรยา 2 คน แต่ละคนลดหย่อนได้สูงสุดคนละ 50,000 บาท (ไม่สามารถโอนสิทธิ์ที่เหลือให้อีกฝ่ายได้)
  • มีบ้านหลายหลัง/กู้หลายสัญญา ดอกเบี้ยจากทุกสัญญารวมกันแล้วยังลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทเท่าเดิม ไม่ได้คูณตามจำนวนหลัง
  • ต้องขอเอกสาร "หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย" จากธนาคารผู้ปล่อยกู้มาใช้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีประจำปี ธนาคารส่วนใหญ่จะออกเอกสารนี้ให้อัตโนมัติช่วงต้นปีถัดไป หรือขอผ่านแอปธนาคาร/สาขาได้

อยากรู้ว่าเมื่อรวมสิทธิลดหย่อนนี้กับรายการอื่น ๆ แล้วประหยัดภาษีได้เท่าไหร่ ลองอ่าน รวมรายการลดหย่อนภาษี 2569 และคำนวณภาษีจริงของคุณด้วย เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ หรืออ่านพื้นฐานเรื่องขั้นบันไดภาษีได้ที่ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนขอสินเชื่อบ้าน

  1. ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ไม่ดูอัตราลอยตัวหลังปีที่ 3 — ธนาคารที่ปีแรกถูกที่สุดอาจไม่ใช่ธนาคารที่ถูกที่สุดเมื่อคิดรวม 5 ปี ให้ขอใบเสนอราคาที่แจกแจงครบทุกปีเสมอ
  2. กู้เต็มเพดาน DSR ที่ธนาคารอนุมัติ — แค่เพราะธนาคารอนุมัติวงเงินสูงสุดให้ ไม่ได้แปลว่าควรกู้เต็มจำนวน ควรเผื่อพื้นที่หายใจสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและดอกเบี้ยที่จะขึ้นในอนาคต
  3. ลืมเงินสำรองค่าใช้จ่ายวันโอน — แม้ค่าธรรมเนียมโอน-จำนองจะลดเหลือ 0.02% ในปีนี้ แต่ยังมีค่าประเมิน ค่าประกันอัคคีภัย และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นที่ต้องเตรียมเป็นเงินสดแยกจากเงินดาวน์
  4. ไม่ตรวจเครดิตบูโรตัวเองก่อนยื่น — ถ้าธนาคารปฏิเสธเพราะประวัติเครดิต จะเสียเวลาและอาจกระทบคะแนนเครดิตจากการถูกตรวจสอบซ้ำหลายครั้งในเวลาสั้น ๆ
  5. ไม่รู้ว่าต้องรีไฟแนนซ์เมื่อไหร่ — ปล่อยให้ดอกเบี้ยลอยตัวไปเรื่อย ๆ หลังปีที่ 3 โดยไม่เปรียบเทียบข้อเสนอใหม่ ทำให้จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าที่ควรเป็นหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทตลอดอายุสัญญา
  6. ลืมใช้สิทธิลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยบ้าน — หลายคนไม่รู้ว่ามีสิทธิ์นี้ หรือรู้แต่ลืมขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยจากธนาคารมายื่นภาษีทุกปี ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับฟรี ๆ

สรุป: เตรียมตัวยังไงให้กู้ผ่านและผ่อนสบายใจ

สินเชื่อบ้านไม่ใช่แค่เรื่อง "อนุมัติหรือไม่อนุมัติ" แต่คือการวางแผนการเงินระยะยาวที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต สรุปขั้นตอนที่ควรทำเรียงตามลำดับ:

  1. ตรวจเครดิตบูโรและเคลียร์หนี้เก่าอย่างน้อย 3–6 เดือนก่อนยื่นกู้
  2. เก็บเงินดาวน์อย่างน้อย 10–20% แม้เกณฑ์ LTV จะเอื้อให้กู้ 100% ได้ก็ตาม พร้อมเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหาก
  3. คำนวณ DSR ตัวเองก่อนไปธนาคาร จะได้รู้กรอบงบประมาณที่เป็นจริง ไม่ผิดหวังทีหลัง
  4. ขอใบเสนอราคาอย่างน้อย 3 ธนาคาร เทียบทั้งดอกเบี้ยโปรและอัตราลอยตัวหลังปีที่ 3 ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขปีแรก
  5. เตรียมเงินสดสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายวันโอนแยกจากเงินดาวน์
  6. วางแผนรีไฟแนนซ์ล่วงหน้าตั้งแต่วันแรกที่เซ็นสัญญา อย่ารอให้ดอกเบี้ยลอยตัวไปแล้วค่อยคิด
  7. อย่าลืมขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารทุกปีเพื่อใช้ลดหย่อนภาษี

ทำครบ 7 ข้อนี้ คุณจะไม่ใช่แค่ "กู้ผ่าน" แต่จะเป็นเจ้าของบ้านที่ผ่อนอย่างมั่นใจและรู้ทันทุกจังหวะของสัญญาตลอด 30–40 ปีข้างหน้า

แหล่งอ้างอิง

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย — ประกาศมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV: bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20250320.html
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) — โครงการบ้าน ธอส. เพื่อคุณ ปี 2569: ghbank.co.th/product-detail/loan-for-you-2569
  • กรมสรรพากร — ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย: rd.go.th/60060.html
  • นโยบายลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 (มติคณะรัฐมนตรี)
  • ข้อมูลอัตราดอกเบี้ยเปรียบเทียบธนาคารต่าง ๆ — nayoo.co, apthai.com, ddproperty.com (อัปเดต ก.ค. 2569)
  • Money Buffalo — วิดีโอ "กู้บ้านยังไง ไม่เสียเปรียบแบงก์?"

คำถามที่พบบ่อย

กู้บ้านได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาบ้าน?
ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนเกณฑ์ LTV (Loan to Value) ชั่วคราวให้กู้ได้สูงสุด 100% ของราคาประเมินสำหรับสัญญาที่อยู่อาศัยแทบทุกกรณี (รวมบ้านหลังที่ 2, 3 และทุกช่วงราคา) มีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 หลังจากนั้นเกณฑ์อาจกลับไปใช้ตารางเดิมที่ให้กู้ 70–90% ขึ้นกับราคาบ้านและว่าเป็นบ้านหลังที่เท่าไร ควรตรวจสอบเกณฑ์ล่าสุดกับธนาคารก่อนยื่นกู้เสมอ เพราะเป็นมาตรการชั่วคราวที่ต่ออายุเป็นครั้ง ๆ
ผ่อนบ้านเดือนละเท่าไหร่ถึงเรียกว่า "ไหว"?
หลักที่ธนาคารส่วนใหญ่ใช้คือ DSR (Debt Service Ratio) หรือสัดส่วนหนี้สินรวมต่อรายได้ ไม่ควรเกิน 40–50% ของรายได้รวมต่อเดือน โดยนับรวมหนี้เดิมทุกก้อน (บัตรเครดิต ผ่อนรถ สินเชื่อส่วนบุคคล) บวกค่างวดบ้านใหม่ด้วย เช่น รายได้ 30,000 บาท ไม่ควรมีภาระหนี้รวมเกิน 12,000–15,000 บาทต่อเดือน ลองคำนวณตัวเลขจริงของคุณด้วย Loan Calculator ของเรา
ดอกเบี้ยบ้านปีแรกถูก แต่ทำไมพอปีที่ 4 ค่างวดพุ่ง?
เพราะโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำ (มักราว 2.5–3.5%) ใช้ได้แค่ 1–3 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะ "ลอยตัว" อ้างอิงกับ MRR ของแต่ละธนาคารซึ่งสูงกว่ามาก (ราว 6.0–7.1% ต่อปี) แม้จะมีส่วนลดลบออกจาก MRR ก็ยังสูงกว่าช่วงโปรโมชั่นเสมอ นี่คือเหตุผลที่คนกู้บ้านนิยม "รีไฟแนนซ์" ย้ายไปธนาคารใหม่ทุก 3 ปีเพื่อได้ดอกเบี้ยโปรใหม่อีกรอบ
ค่าธรรมเนียมโอนบ้านและจดจำนองคิดเท่าไหร่?
ปกติค่าโอนกรรมสิทธิ์ 2% และค่าจดจำนอง 1% ของราคาประเมิน รวม 3% แต่รัฐมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมทั้งสองส่วนเหลือ 0.01% ต่อรายการ (รวม 0.02%) สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทและวงเงินกู้ไม่เกิน 7 ล้านบาท เฉพาะคนไทย มีผลถึง 30 มิถุนายน 2570 บนบ้านราคา 3 ล้านบาท มาตรการนี้ประหยัดได้ประมาณ 89,700 บาท
ดอกเบี้ยกู้บ้านนำไปลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?
นำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี แยกเพดานต่างหากจากกลุ่มประกันชีวิต-สุขภาพ (ที่มีเพดาน 100,000 บาทเช่นกัน) ถ้ากู้ร่วมกันหลายคน เพดานนี้จะถูกหารเท่า ๆ กันตามจำนวนผู้กู้ร่วม เช่น กู้ร่วม 2 คนได้คนละไม่เกิน 50,000 บาท ต้องขอหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารมาใช้ยื่นภาษี
ควรเลือกกู้กับธนาคารพาณิชย์หรือ ธอส./ออมสิน?
ธอส. (ธนาคารอาคารสงเคราะห์) และออมสินมักมีอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นปีแรกต่ำที่สุดในตลาด (ราว 2.55%) และมีโครงการเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือกู้ซื้อบ้านหลังแรก เหมาะกับคนงบจำกัด ส่วนธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมักยืดหยุ่นเรื่องเงื่อนไขและอนุมัติเร็วกว่า เหมาะกับคนที่รายได้มั่นคงชัดเจน ทางที่ดีคือขอเสนอราคาจากอย่างน้อย 3 ธนาคารแล้วเทียบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงทั้งช่วงโปรและช่วงลอยตัว ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขปีแรก

บทความที่เกี่ยวข้อง

คริปโตสำหรับมือใหม่ 2026: เริ่มต้นอย่างเข้าใจและปลอดภัย
การเงิน

คริปโตสำหรับมือใหม่ 2026: เริ่มต้นอย่างเข้าใจและปลอดภัย

คู่มือคริปโตฉบับมือใหม่ ปี 2026 — คริปโตคืออะไร ความเสี่ยงจริง เลือกกระดานเทรดที่ได้ใบอนุญาต ก.ล.ต. กฎภาษีคริปโตล่าสุด และกลโกงที่ต้องระวัง อ่านจบเริ่มได้อย่างปลอดภัย

อ่าน 35 นาทีอ่านบทความ
วิธีปลดหนี้อย่างเป็นระบบ 2026: snowball, avalanche, รวมหนี้, คลินิกแก้หนี้
การเงิน

วิธีปลดหนี้อย่างเป็นระบบ 2026: snowball, avalanche, รวมหนี้, คลินิกแก้หนี้

คู่มือปลดหนี้ปี 2026: สำรวจหนี้ เลือกกลยุทธ์ snowball vs avalanche รวมหนี้/รีไฟแนนซ์ เจรจาเจ้าหนี้ และคลินิกแก้หนี้ by SAM ดอกเบี้ย 3–5%

อ่าน 29 นาทีอ่านบทความ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 2026: เข้าใจให้ครบ ใช้สิทธิให้คุ้ม
การเงิน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 2026: เข้าใจให้ครบ ใช้สิทธิให้คุ้ม

คู่มือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฉบับเข้าใจง่าย 2026 — อัตราสะสม เงินสมทบนายจ้าง สิทธิลดหย่อนภาษี เงื่อนไขอายุงาน (vesting) และวิธีจัดการเงินตอนลาออกให้ไม่เสียภาษีก้อนโต

อ่าน 24 นาทีอ่านบทความ