ข่าวดีทะเลตรัง! พะยูนกลับถิ่นกว่า 72 ตัว หลังหญ้าทะเลฟื้น ปี 2569 ยังไม่มีตายเกยตื้น

หลังหลายปีที่ข่าวคราวพะยูนเมืองตรังเต็มไปด้วยภาพเศร้า — ทั้งหญ้าทะเลเน่าตายและพะยูนเกยตื้นตายปีละหลายสิบตัว — ปี 2569 กลับพลิกมาเป็น ข่าวดี ที่หลายคนรอคอย เมื่อการบินสำรวจล่าสุดพบ พะยูนกว่า 72 ตัว กลับเข้ามาหากินรอบหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง พร้อมคู่แม่ลูกอย่างน้อย 2 คู่ และที่สำคัญที่สุด — ตลอดปีนี้ ยังไม่พบพะยูนตายเกยตื้นแม้แต่ตัวเดียว
พะยูน 72 ตัวกลับคืนถิ่น
นายประจวบ โมฆรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 7 เปิดเผยผลการบินสำรวจในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2569 ด้วยโดรนและเครื่องบินเล็ก ว่าพบพะยูนไม่น้อยกว่า 72 ตัว กระจายตัวอยู่รอบหมู่เกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น "เมืองหลวงพะยูน" ของประเทศไทย
สิ่งที่ทำให้นักอนุรักษ์มีกำลังใจเป็นพิเศษคือการพบ คู่แม่ลูกอย่างน้อย 2 คู่ และพะยูนรวมตัวเป็นฝูงย่อยฝูงละ 3–7 ตัว กระจายอยู่ในแนวหญ้าทะเลที่กว้างกว่า 20,000 ไร่ การมีลูกพะยูนเกิดใหม่และฝูงที่อยู่รวมกันได้ บ่งชี้ว่าแหล่งอาหารเริ่มสมบูรณ์พอที่ฝูงพะยูนจะกลับมาตั้งถิ่นได้อีกครั้ง
ภาพประกอบ: คู่แม่ลูกพะยูนว่ายน้ำคู่กัน มองจากมุมสูงด้วยโดรน — ภาพประกอบสายพันธุ์ CC via Wikimedia Commons
ก่อนหน้านี้ พะยูนกว่า 100 ตัวเคยอพยพหนีออกจากพื้นที่เมื่อหญ้าทะเลเสื่อมโทรมหนัก การที่ฝูงทยอยกลับมาจึงถือเป็น การฟื้นตัวครั้งแรกในรอบหลายปี
จากวิกฤติ สู่การฟื้นตัว
ย้อนกลับไปช่วงปี 2563–2567 หญ้าทะเลรอบเกาะลิบงลดลงอย่างน่าตกใจ รายงานของ Mongabay ระบุว่าพื้นที่หญ้าทะเลหายไปราว ครึ่งหนึ่ง จากภาวะโลกร้อน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น และตะกอนที่เปลี่ยนไป เมื่ออาหารหลักหายไป พะยูนจำนวนมากจึงอดอยากและตายเกยตื้น โดยช่วงปี 2566–2567 มีพะยูนตายเฉลี่ยสูงถึง ปีละราว 40 ตัว ในฝั่งอันดามัน เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีก่อน ๆ
ภาพที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศคือเรื่องของ "มาเรียม" ลูกพะยูนกำพร้าที่ถูกพบเกยตื้นในปี 2562 และกลายเป็นขวัญใจคนทั้งประเทศ ก่อนจะเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เชื่อมโยงกับการกินพลาสติก เรื่องของมาเรียมจุดกระแสตื่นตัวเรื่องขยะทะเลครั้งใหญ่ และกลายเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนและหน่วยงานหันมาเอาจริงเอาจังกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ
ภาพประกอบ: แนวหญ้าทะเลใต้น้ำ แหล่งอาหารหลักของพะยูน — ภาพประกอบ CC via Wikimedia Commons
เมื่อชุมชนลงมือฟื้นฟูหญ้าทะเล
การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มาจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และ ชุมชนท้องถิ่น ที่ไม่ยอมนั่งรอ
หนึ่งในวิธีที่ได้ผลคือการทดลองทำ แนวกั้นหญ้าทะเล ที่บ้านแหลมไทร อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง โดยใช้ตาข่ายและไม้ล้อมแปลงหญ้าทะเลไว้ราว 5–6 เดือน เพื่อกันสัตว์เข้ามาแทะเล็มในช่วงที่ต้นยังอ่อน ผลคือหญ้าทะเลภายในแนวกั้น เติบโตสูงกว่า 1 เมตร ภายในเวลาเพียงห้าเดือน ขณะที่ภายในพื้นที่ราว 2,000 ไร่ของบ้านแหลมไทรกำลังอยู่ระหว่างฟื้นฟู
ขณะเดียวกัน องค์กรอนุรักษ์อย่าง IUCN ก็สนับสนุนการทดลอง กรงครอบป้องกันหญ้าทะเล ใน 5 จุด ควบคู่กับโครงการ ปลูกหญ้าทะเลทดแทน ระยะ 3 ปีร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ศึกษาว่าวิธีใดได้ผลดีที่สุดในแต่ละพื้นที่
"การฟื้นฟูหญ้าทะเลควรขยายผลให้ได้แบบเดียวกับความสำเร็จของการปลูกป่าชายเลน เพราะมันสำคัญทั้งต่อสมดุลระบบนิเวศและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" — นายพรเทพ วิรัชวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง
ที่น่าประทับใจคือพลังของ อาสาสมัครพิทักษ์พะยูน เครือข่ายชาวบ้านที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2554 ครอบคลุมหลายหมู่บ้านรอบเกาะลิบง พวกเขาฝึกใช้โดรนและ GPS ติดตามพะยูน สำรวจแนวหญ้าทะเล และจัดเวิร์กช็อปให้เด็กนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ — เปลี่ยนการอนุรักษ์ให้เป็นเรื่องของคนทั้งชุมชน ไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงาน
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทย
พะยูนเป็น สัตว์ป่าสงวน ของไทยและเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ของทะเล แต่คุณค่าของเรื่องนี้ลึกกว่าตัวพะยูน — หญ้าทะเล ที่ฟื้นกลับมาเป็นทั้งแหล่งอนุบาลปลาและสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ชาวประมงพึ่งพา เป็นเกราะกันการกัดเซาะชายฝั่ง และเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนใต้ทะเล (blue carbon) ที่ช่วยลดโลกร้อน
ภาพ: แนวชายฝั่งหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง — via Wikimedia Commons (CC)
เมื่อระบบนิเวศฟื้น ชาวประมงพื้นบ้านก็ได้ประโยชน์โดยตรง เพราะไม่ต้องออกเรือไปไกลเพื่อจับปลาเหมือนช่วงที่หญ้าทะเลเสื่อมโทรม นอกจากนี้ตรังยังเป็นจุดหมายการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่เติบโต การมีพะยูนกลับมาช่วยดึงนักท่องเที่ยวที่อยากชมธรรมชาติแท้ ๆ — สอดคล้องกับทิศทางที่ นักท่องเที่ยวต่างชาติยังหลั่งไหลเข้าไทย ในปีนี้
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
แม้สัญญาณจะเป็นบวก แต่เจ้าหน้าที่ย้ำว่ายัง ไว้วางใจไม่ได้ เพราะการฟื้นตัวของหญ้าทะเลขึ้นกับสภาพอากาศและอุณหภูมิน้ำทะเลที่ยังผันผวนจากภาวะโลกร้อน หากเกิดคลื่นความร้อนทางทะเลซ้ำ หญ้าทะเลอาจเสื่อมโทรมได้อีก
ทางการจึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว ชาวประมง และนักท่องเที่ยว ให้ช่วยกัน ดูแลแหล่งหญ้าทะเล จัดการขยะทะเล และลดความเร็วเรือ ในเขตที่พะยูนหากิน เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับแม่ลูกพะยูนที่เพิ่งกลับมา
ข้อมูลสรุป (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569):
- พบพะยูนรอบเกาะลิบง กว่า 72 ตัว จากการสำรวจ ก.พ.–เม.ย. 2569
- คู่แม่ลูก อย่างน้อย 2 คู่ · ฝูงย่อยฝูงละ 3–7 ตัว
- แนวหญ้าทะเลที่ฟื้นตัว กว่า 20,000 ไร่
- ปี 2569 ยังไม่พบพะยูนตายเกยตื้น (เทียบกับปี 2567–2568 ตายเฉลี่ยปีละราว 20 ตัว)
เรื่องของพะยูนตรังจึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อชุมชน นักวิชาการ และภาครัฐร่วมมือกันอย่างจริงจัง ธรรมชาติที่เคยบอบช้ำก็สามารถ ฟื้นกลับคืนมาได้ — และความหวังที่ "มาเรียม" จะเป็นพะยูนตัวสุดท้ายที่ต้องทุกข์ทรมาน อาจกำลังกลายเป็นจริงทีละน้อย
แหล่งข่าว
คำถามที่พบบ่อย
- ปี 2569 พบพะยูนในทะเลตรังกี่ตัว?
- การบินสำรวจด้วยโดรนและเครื่องบินเล็กในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2569 พบพะยูนไม่น้อยกว่า 72 ตัวรอบหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง โดยมีคู่แม่ลูกอย่างน้อย 2 คู่ และกระจายเป็นฝูงย่อยฝูงละ 3–7 ตัว
- ทำไมพะยูนตรังถึงกลับมาเพิ่มขึ้น?
- สาเหตุหลักคือหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของพะยูนเริ่มฟื้นตัว หลังจากเสื่อมโทรมหนักในช่วงปี 2563–2567 จากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เมื่อมีอาหารกลับมา พะยูนที่เคยอพยพออกไปจึงทยอยกลับเข้ามาหากินในถิ่นเดิม
- ปี 2569 มีพะยูนตายเกยตื้นที่ตรังหรือไม่?
- เจ้าหน้าที่ระบุว่าจนถึงช่วงกลางปี 2569 ยังไม่พบพะยูนตายเกยตื้นในจังหวัดตรังเลย ต่างจากปี 2567–2568 ที่เฉลี่ยตายราวปีละ 20 ตัวจากการขาดอาหาร นับเป็นสัญญาณบวกของการฟื้นตัว (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2569)
- หญ้าทะเลสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร?
- หญ้าทะเลเป็นทั้งอาหารของพะยูนและเต่าทะเล เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ช่วยยึดตะกอนชายฝั่ง และเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน (blue carbon) ที่สำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ประชาชนทั่วไปช่วยอนุรักษ์พะยูนได้อย่างไร?
- ลดการทิ้งขยะลงทะเลโดยเฉพาะพลาสติก ขับเรือช้าลงในเขตที่พะยูนหากิน หลีกเลี่ยงการรบกวนแหล่งหญ้าทะเล และสนับสนุนกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์พะยูนในพื้นที่ตรัง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยกรมอุตุฯ เตือนภัยฝนหนักมาก 61 จังหวัด + กรุงเทพฯ 26–30 ก.ค. 2569 น้ำท่วมฉับพลันเสี่ยงสูง
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักถึงหนักมากฉบับที่ 4 คุ้มครอง 61 จังหวัดและกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26–30 กรกฎาคม 2569 สาเหตุหลักจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ-อีสาน บวกกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงขึ้น
ไทยไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว: 27 ศพ กับช่องโหว่ความปลอดภัยที่ไทยต้องแก้ให้ได้จริง
เพลิงลุกท่วมโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คร่าชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 63 ราย ทางออกฉุกเฉินถูกกีดขวาง ห้องน้ำไม่มีทางหนีไฟ วัสดุตกแต่งติดไฟง่าย — รูปแบบเดิมที่เคยเกิดซ้ำจากซานติก้า 2552 และ Mountain B 2565
ไทยNOAA ยืนยันเอลนีโญมาแล้วและอาจรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี — ไทยเร่งเตรียมรับมือภัยแล้งและราคาอาหารปี 2569–2570
NOAA ยืนยันเอลนีโญเกิดขึ้นแล้ว และมีโอกาส 81% ที่จะรุนแรงมากช่วงปลายปี 2569 ไทยเผชิญฝนน้อย-อากาศร้อนขึ้น กระทบภาคเกษตรกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่หน่วยงานเร่งวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า