ไทยพุ่ง 4 อันดับ ขึ้นที่ 26 ของโลกในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน IMD ปี 2026

ประเทศไทยก้าวขึ้น 4 อันดับ สู่ อันดับ 26 จากทั้งหมด 70 เศรษฐกิจในการจัดอันดับ IMD World Competitiveness Ranking ประจำปี 2026 ที่ประกาศเมื่อวันที่ 18–19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบหลายปี โดยได้แรงหนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน แม้ยังคงมีโจทย์ใหญ่ด้านพลังงานและทักษะแรงงานที่รอการแก้ไข
IMD คืออะไร และทำไมต้องสนใจ
IMD World Competitiveness Ranking คือดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เก่าแก่และมีน้ำหนักที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จัดทำโดย IMD Business School ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี 1989 ปีนี้ประเมิน 70 เศรษฐกิจ ด้วยตัวชี้วัด 264 ข้อ ผสมข้อมูลเชิงสถิติกับการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงกว่า 6,900 คนทั่วโลก โดยแบ่งการประเมินเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่ ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพรัฐบาล ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับนักลงทุนต่างชาติและองค์กรระดับโลก อันดับ IMD เป็นหนึ่งในสัญญาณแรกที่ใช้ตัดสินใจว่าจะนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศใด การที่ไทยไต่อันดับสูงขึ้นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขสวยงาม แต่มีความหมายต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างเป็นรูปธรรม

สี่เสาหลัก: แข็งแกร่งขึ้นสองด้าน
เมื่อพิจารณารายเสาหลัก พบว่าไทยมีพัฒนาการชัดเจนใน 2 ด้าน ขณะที่อีก 2 ด้านทรงตัวหรือถดถอยเล็กน้อย:
| เสาหลัก | อันดับ 2026 | อันดับ 2025 | เปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|---|
| ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ | 10 | 8 | −2 |
| ประสิทธิภาพรัฐบาล | 32 | 32 | คงที่ |
| ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ | 21 | 24 | +3 |
| โครงสร้างพื้นฐาน | 45 | 47 | +2 |
ปัจจัยขับเคลื่อน: ด้านธุรกิจพุ่งขึ้น 3 อันดับจากการเติบโตของการจ้างงานบางเวลาและค่าตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง ส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตัวชี้วัดย่อย "โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน" (basic infrastructure) พุ่งขึ้น 5 อันดับสู่อันดับ 20 ของโลก ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนในระบบขนส่งและสาธารณูปโภค
จุดที่น่าเป็นห่วง: ด้านเศรษฐกิจถดถอย 2 อันดับ สาเหตุมาจากการส่งออกบริการเชิงพาณิชย์ที่เติบโตช้าลงและการค้าระหว่างประเทศที่อ่อนแอลง (ตัวชี้วัดย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศหล่นไป 5 อันดับ)
อาเซียน: สิงคโปร์ครองอันดับ 1 โลก — เวียดนามเปิดตัวที่ 27
ในภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์กลับมาครองบัลลังก์อันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง (จากอันดับ 2 ในปี 2025) ขณะที่มาเลเซียผงาดขึ้น 8 อันดับสู่อันดับ 15 ของโลก ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์
| ประเทศ | อันดับ 2026 |
|---|---|
| สิงคโปร์ | 1 |
| มาเลเซีย | 15 |
| ไทย | 26 |
| เวียดนาม | 27 |
| ฟิลิปปินส์ | 47 |
| อินโดนีเซีย | 48 |
สิ่งที่ไทยต้องจับตาเป็นพิเศษคือ เวียดนาม ที่เปิดตัวในการจัดอันดับ IMD ครั้งแรกที่อันดับ 27 ทันที ตามหลังไทยเพียง 1 อันดับ และยังมีอันดับประสิทธิภาพรัฐบาลและประสิทธิภาพภาคธุรกิจที่ดีกว่าไทยในบางมิติ ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค

รองนายกฯ เอกนิติ ย้ำแก้จุดอ่อนทันที
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าวยืนยันผลการจัดอันดับและระบุทิศทางการปฏิรูปว่า "เราต้องรักษาจุดแข็งที่มีให้มั่นคง พร้อมขจัดจุดอ่อนโดยเฉพาะการพึ่งพาพลังงานต่างประเทศในระดับสูง เราต้องดำเนินโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุน"
รัฐมนตรีเอกนิติชี้ให้เห็นว่า ตัวชี้วัดความเข้มข้นพลังงาน (energy intensity) ที่อยู่ อันดับ 67 จาก 70 เป็นความเร่งด่วนสูงสุด สะท้อนว่าไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยมูลค่าการนำเข้าพลังงานสูงถึงประมาณ 10% ของ GDP
นอกจากนี้ ยังประกาศแผนงาน "Skill Bridge" เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ ครอบคลุมแม้แต่การฝึกทักษะใหม่สำหรับแรงงานอายุ 60 ปีขึ้นไปให้สามารถเข้าสู่ตลาดงานยุคใหม่
ด้านสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ซึ่งเป็นตัวแทน IMD ในไทย เตือนว่า "ผลิตภาพแรงงานยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ" พร้อมระบุว่าจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขประกอบด้วย ผลิตภาพ ทักษะภาษา ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและ AI และประสิทธิภาพภาครัฐ
อะไรคือก้าวถัดไปของไทย

รัฐบาลเดินหน้าผ่านกลไกหลักสองช่อง ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชน ที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อพัฒนาวาระการปฏิรูป และ แผนการลงทุน 4 ปี นำโดยกระทรวงการคลัง โดยมีเป้าหมายปฏิรูปใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
- เปลี่ยนผ่านพลังงาน — ลดการนำเข้าพลังงาน เร่งลงทุนพลังงานทดแทน
- พัฒนาทักษะแรงงาน — โครงการ Skill Bridge เชื่อมแรงงานกับความต้องการตลาด
- ปลดล็อคกฎระเบียบลงทุน — อำนวยความสะดวก FDI และสตาร์ทอัพ
- เปิดตลาดส่งออกใหม่ — กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม
ผลลัพธ์ที่หวังได้คือการดึงดูด FDI คุณภาพสูงซึ่งจะหนุนการเพิ่มขีดความสามารถที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว สอดคล้องกับทิศทางที่ไทยดำเนินการในเรื่อง ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ในอาเซียน และ การเร่งพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต่างเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทย
ในภาพรวม การจัดอันดับ IMD ปี 2026 มอบทั้งข่าวดีและโจทย์ใหม่ให้ไทยในเวลาเดียวกัน การไต่อันดับขึ้น 4 ขั้นถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่นักลงทุนระดับโลกสังเกตเห็น แต่เวียดนามที่เปิดตัวที่อันดับ 27 เป็นเครื่องเตือนว่าการแข่งขันในอาเซียนไม่มีวันหยุดนิ่ง — ไทยต้องรักษาจุดแข็งและปิดจุดอ่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาแรงส่งนี้ไว้ในการจัดอันดับปีถัดไป
ข้อมูล ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2026 อ้างอิงจากการประกาศ IMD World Competitiveness Ranking 2026 วันที่ 18–19 มิถุนายน 2026
แหล่งข่าว
คำถามที่พบบ่อย
- IMD World Competitiveness Ranking คืออะไร?
- IMD World Competitiveness Ranking คือดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลก จัดทำโดย IMD Business School ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเมิน 70 เศรษฐกิจทั่วโลกด้วยตัวชี้วัด 264 ข้อ ครอบคลุม 4 เสาหลัก ได้แก่ ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพรัฐบาล ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน เผยแพร่ทุกปีตั้งแต่ปี 1989
- ไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ในอาเซียน?
- ในปี 2026 ไทยอยู่อันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (อันดับ 1 ของโลก) และมาเลเซีย (อันดับ 15) โดยเวียดนามเปิดตัวครั้งแรกที่อันดับ 27 ตามหลังไทยเพียง 1 อันดับ
- จุดอ่อนหลักของไทยในการแข่งขันโลกคืออะไร?
- ไทยยังมีจุดอ่อนสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง (อยู่อันดับ 67 จาก 70 ด้านความเข้มข้นพลังงาน) ผลิตภาพแรงงานที่ยังต่ำ และธรรมาภิบาลภาครัฐ (นิติธรรมอันดับ 57 ความโปร่งใสอันดับ 51)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยไทยเปิดตัว FastPass ดึงลงทุนไฮเทค 7 แสนล้านบาท ลดขั้นตอนราชการครึ่งหนึ่ง
นายกฯ อนุทิน เปิดตัวโปรแกรม FastPass 23 มิ.ย. 2026 ดึงลงทุนไฮเทคกว่า 7 แสนล้านบาท 101 โครงการ รวม 8 หน่วยงานไว้ในขั้นตอนเดียว ลดเวลาอนุมัติถึง 50%
ไทยไทย-อินโดนีเซียจับมือ ตั้งเป้าการค้า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 2573
นายกฯ อนุทินเยือนอินโดนีเซียครั้งแรกในรอบ 15 ปี ลงนามยุทธศาสตร์ 2569-2573 ตั้งเป้าการค้า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เปิดบินตรงกรุงเทพฯ-จาการ์ตา
ไทยสหรัฐเก็บภาษี 12.5% สินค้าไทย ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าหวังลดเหลือ 10%
สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้า 12.5% สินค้าไทยตั้งแต่ 24 ก.ค. 2569 อ้างปัญหาแรงงานบังคับ ยกเว้นกว่า 2,120 รายการ ขณะไทยเร่งเจรจา ART หวังลดภาษีเหลือ 10% เท่าเพื่อนบ้าน