ดาวเทียม ESA เผยของเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลกะทันหันปี 2010

งานวิจัยใหม่ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมของ องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยให้เห็นว่า ธาตุเหล็กหลอมเหลวบริเวณแกนโลกชั้นนอก ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตร ได้ พลิกทิศทางการไหลอย่างฉับพลันในปี 2010 — จากที่ไหลไปทางตะวันตกอย่างอ่อนๆ กลายเป็นไหลไปทางตะวันออกอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้ท้าทายความเข้าใจเดิมที่ว่าการไหลเวียนขนาดใหญ่ในแกนโลกชั้นนอกมีความเสถียรค่อนข้างสูง เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสิบปีเท่านั้น
งานวิจัยนี้นำโดย เฟรเดอริก ดาห์ล แมดเซน (Frederik Dahl Madsen) จากคณะภูมิศาสตร์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh) สหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Studies of Earth's Deep Interior และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสัปดาห์นี้ หลังสำนักข่าววิทยาศาสตร์นานาชาติหลายแห่งนำมารายงานต่อ
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไร
ภาพประกอบ: ดาวเทียมขนาดเล็กหลายดวงในวงโคจรต่ำของโลก (ไม่ใช่ดาวเทียม Swarm จริง เป็นภาพประกอบทั่วไปของเทคโนโลยีดาวเทียม) — NASA Ames Research Center / NASA, Public domain via Wikimedia Commons
ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลสนามแม่เหล็กโลกทั้งจากสถานีตรวจวัดภาคพื้นดินและข้อมูลดาวเทียม ครอบคลุมช่วงเวลา ปี 1997 ถึง 2025 เนื่องจากธาตุเหล็กหลอมเหลวที่นำไฟฟ้าได้ในแกนโลกชั้นนอกคือสิ่งที่สร้างสนามแม่เหล็กโลก การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่ตรวจวัดได้จากพื้นผิว จึงช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ย้อนคำนวณกลับไปได้ว่าของเหลวที่อยู่ลึกลงไปกว่า 2,200 กิโลเมตร ใต้พื้นโลกกำลังเคลื่อนที่อย่างไร
ผลที่พบคือ บริเวณกว้างของของเหลวเหล็กใต้เส้นศูนย์สูตรแปซิฟิก ซึ่งแต่เดิมไหลไปทางตะวันตกอย่างอ่อนๆ ได้ พลิกกลับไปไหลทางตะวันออกอย่างรุนแรงในปี 2010 และที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันคือ แบบจำลองของทีมวิจัยยังชี้ว่ากระแสไหลไปทางตะวันออกนี้ เริ่มอ่อนกำลังลงอีกครั้งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
แมดเซนกล่าวถึงการค้นพบนี้ว่า "การพลิกทิศทางการไหลขนาดใหญ่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ทำให้เกิดคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของส่วนลึกภายในโลก" (แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) และตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแกนโลกชั้นใน ซึ่งบ่งชี้ว่าชั้นต่างๆ ที่อยู่ลึกลงไปในโลกอาจเชื่อมโยงกันในทางพลศาสตร์มากกว่าที่เคยเข้าใจ
ดาวเทียม Swarm: เครื่องมือสำคัญที่ทำให้มองเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
การค้นพบนี้เป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีข้อมูลจากภารกิจดาวเทียมของ ESA โดยเฉพาะ กลุ่มดาวเทียม Swarm ซึ่งประกอบด้วยดาวเทียม 3 ดวงที่ปล่อยขึ้นสู่วงโคจรในปี 2013 แต่ละดวงติดตั้งเครื่องวัดสนามแม่เหล็ก (magnetometer) ความละเอียดสูง และด้วยการโคจรในรูปแบบที่ประสานกันอย่างพิถีพิถัน ดาวเทียมทั้งสามดวงจึงสามารถ แยกแยะสัญญาณแม่เหล็กที่มาจากแกนโลก ออกจากสัญญาณที่มาจากเปลือกโลก มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และแมกนีโตสเฟียร์ ได้อย่างแม่นยำ
ทีมวิจัยยังใช้ข้อมูลเสริมจากภารกิจ CryoSat ของ ESA และดาวเทียม CHAMP ของเยอรมนี รวมถึงดาวเทียม Ørsted ของเดนมาร์ก ผสานกับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดสนามแม่เหล็กภาคพื้นดินทั่วโลก ทำให้ได้ภาพต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี
แอนยา สโตรมเม (Anja Stromme) ผู้จัดการภารกิจ Swarm ของ ESA อธิบายว่า "Swarm ให้ข้อมูลครอบคลุมทั่วโลกอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถติดตามว่าพลศาสตร์ของแกนโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป" ขณะที่ เอลิซาเบตตา อิออร์ฟิดา (Elisabetta Iorfida) นักวิทยาศาสตร์ประจำภารกิจของ ESA เสริมว่า "งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ"
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
ภาพ: แผนภาพแมกนีโตสเฟียร์ของโลก — NASA's Goddard Space Flight Center/Mary Pat Hrybyk-Keith, Public domain via Wikimedia Commons
สนามแม่เหล็กโลกไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำให้เข็มทิศชี้ทิศเหนือ แต่มันคือ เกราะป้องกันโลกจากรังสีอวกาศและลมสุริยะ ที่พัดมาจากดวงอาทิตย์ การเข้าใจว่าแกนโลกชั้นนอกไหลเวียนอย่างไร และเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงใด จึงมีความสำคัญต่อการพยากรณ์ทิศทางของสนามแม่เหล็กโลกในระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อระบบที่พึ่งพาสนามแม่เหล็กในการทำงาน เช่น ระบบนำทางด้วยดาวเทียม การปฏิบัติงานของยานอวกาศ และแบบจำลองสภาพอากาศในอวกาศ (space weather) ที่ใช้เตือนภัยผลกระทบจากพายุสุริยะ
นักวิจัยย้ำชัดว่า เหตุการณ์นี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพอากาศหรือชีวิตประจำวันบนพื้นโลกโดยตรง — มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นลึกลงไปใต้พื้นโลกกว่า 2,200 กิโลเมตร ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะรับรู้ได้จากพื้นผิว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิทยาศาสตร์คือ มันท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่าแกนโลกชั้นนอกเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ และค่อนข้างเสถียร
สิ่งที่ยังเป็นปริศนา
จนถึงขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของการพลิกทิศทางนี้ และยังไม่รู้ว่ามันคือความผันผวนที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและจบไป เป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่เกิดซ้ำตามรอบเวลา หรือเป็นจุดเริ่มต้นของสมดุลใหม่ในการไหลเวียนของแกนโลก คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ทีมวิจัยกำลังพยายามหาคำตอบต่อไป โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมที่สั่งสมมากขึ้นทุกปี
จะติดตามเรื่องนี้ต่อได้อย่างไร
ภาพ: NASA — Public domain (Wikimedia Commons)
ทีมวิจัยระบุว่าจะยังคงติดตามข้อมูลจากดาวเทียม Swarm ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ต่อเนื่อง เพื่อดูว่ากระแสไหลไปทางตะวันออกที่กำลังอ่อนกำลังลงตั้งแต่ปี 2020 จะพลิกกลับไปทางตะวันตกอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญว่าเหตุการณ์นี้เป็นวงจรที่เกิดซ้ำ งานวิจัยลักษณะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่เทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในโลกได้ โดยไม่ต้องขุดเจาะแม้แต่เซนติเมตรเดียว — เป็นสาขาวิทยาศาสตร์ที่คนทั่วไปอาจไม่คุ้นเคย แต่ส่งผลต่อเทคโนโลยีที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวความก้าวหน้าด้านอวกาศและเทคโนโลยีดาวเทียมอื่นๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภารกิจอวกาศเทียนเหวิ่น-2 ของจีนที่กำลังศึกษาดวงจันทร์เสมือนของโลก และ ดาวเทียมไทยดวงแรก TSC-1
แหล่งข่าว
คำถามที่พบบ่อย
- เหตุการณ์นี้จะกระทบชีวิตประจำวันของเราไหม?
- นักวิจัยระบุชัดว่าไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศหรือความปลอดภัยของคนบนพื้นโลก การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นลึกลงไปใต้พื้นโลกกว่า 2,200 กิโลเมตร แต่ความรู้เรื่องการไหลเวียนของแกนโลกชั้นนอกมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจและพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกในระยะยาว ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบนำทางและดาวเทียม
- แกนโลกชั้นนอกกับแกนโลกชั้นในต่างกันอย่างไร?
- แกนโลกชั้นนอก (outer core) เป็นธาตุเหล็ก-นิกเกิลในสถานะของเหลวหลอมเหลว หนาประมาณ 2,200 กิโลเมตร การไหลเวียนของมันคือสิ่งที่สร้างสนามแม่เหล็กโลก ส่วนแกนโลกชั้นใน (inner core) อยู่ลึกกว่านั้นและเป็นของแข็ง งานวิจัยนี้ตรวจพบการเปลี่ยนทิศทางในแกนชั้นนอก และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในแกนชั้นในด้วย แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยทีมชาติไทยคว้า 3 เหรียญเงิน ชีววิทยาโอลิมปิกโลก 2026 ที่ลิทัวเนีย
นักเรียนไทย 4 คน คว้า 3 เหรียญเงิน และ 1 เกียรติคุณประกาศ จากเวทีชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ (IBO) 2026 ที่กรุงวิลนีอุส ลิทัวเนีย
ต่างประเทศพบยาแก้พิษงูในเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง แรงกว่ายาปัจจุบัน 10 เท่า
นักวิจัยพบว่าโปรตีนจากเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง เมื่อผสมกันหยุดพิษงูได้แรงกว่ายาแก้พิษปัจจุบัน 10 เท่าในห้องทดลอง ทีมวิจัยมีนักวิทยาศาสตร์ไทยร่วมด้วย
ต่างประเทศกากาโป้ นกแก้วหนักที่สุดในโลก ประชากรทะลุ 300 ตัว ครั้งแรกในรอบ 75 ปี
นิวซีแลนด์ประกาศประชากรกากาโป้แตะ 325 ตัว หลังฤดูผสมพันธุ์ปี 2026 ให้ลูกนกทำลายสถิติ 90 ตัว จากจุดเริ่มต้นที่เหลือเพียง 51 ตัวเมื่อปี 1995