ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.
สังคมต่างประเทศ

ดาวเทียม ESA เผยของเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลกะทันหันปี 2010

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 14 นาที
แชร์บทความนี้
ดาวเทียม ESA เผยของเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลกะทันหันปี 2010
ภาพประกอบ: มหาสมุทรแปซิฟิกมองจากสถานีอวกาศนานาชาติ — ISS Expedition 34 Crew / NASA, Public domain via Wikimedia Commons

งานวิจัยใหม่ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมของ องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยให้เห็นว่า ธาตุเหล็กหลอมเหลวบริเวณแกนโลกชั้นนอก ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตร ได้ พลิกทิศทางการไหลอย่างฉับพลันในปี 2010 — จากที่ไหลไปทางตะวันตกอย่างอ่อนๆ กลายเป็นไหลไปทางตะวันออกอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้ท้าทายความเข้าใจเดิมที่ว่าการไหลเวียนขนาดใหญ่ในแกนโลกชั้นนอกมีความเสถียรค่อนข้างสูง เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงสิบปีเท่านั้น

งานวิจัยนี้นำโดย เฟรเดอริก ดาห์ล แมดเซน (Frederik Dahl Madsen) จากคณะภูมิศาสตร์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (University of Edinburgh) สหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Studies of Earth's Deep Interior และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสัปดาห์นี้ หลังสำนักข่าววิทยาศาสตร์นานาชาติหลายแห่งนำมารายงานต่อ

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะไร

ภาพประกอบ: ดาวเทียมขนาดเล็กในวงโคจรต่ำของโลก ภาพประกอบ: ดาวเทียมขนาดเล็กหลายดวงในวงโคจรต่ำของโลก (ไม่ใช่ดาวเทียม Swarm จริง เป็นภาพประกอบทั่วไปของเทคโนโลยีดาวเทียม) — NASA Ames Research Center / NASA, Public domain via Wikimedia Commons

ทีมวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลสนามแม่เหล็กโลกทั้งจากสถานีตรวจวัดภาคพื้นดินและข้อมูลดาวเทียม ครอบคลุมช่วงเวลา ปี 1997 ถึง 2025 เนื่องจากธาตุเหล็กหลอมเหลวที่นำไฟฟ้าได้ในแกนโลกชั้นนอกคือสิ่งที่สร้างสนามแม่เหล็กโลก การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่ตรวจวัดได้จากพื้นผิว จึงช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ย้อนคำนวณกลับไปได้ว่าของเหลวที่อยู่ลึกลงไปกว่า 2,200 กิโลเมตร ใต้พื้นโลกกำลังเคลื่อนที่อย่างไร

ผลที่พบคือ บริเวณกว้างของของเหลวเหล็กใต้เส้นศูนย์สูตรแปซิฟิก ซึ่งแต่เดิมไหลไปทางตะวันตกอย่างอ่อนๆ ได้ พลิกกลับไปไหลทางตะวันออกอย่างรุนแรงในปี 2010 และที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันคือ แบบจำลองของทีมวิจัยยังชี้ว่ากระแสไหลไปทางตะวันออกนี้ เริ่มอ่อนกำลังลงอีกครั้งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา

แมดเซนกล่าวถึงการค้นพบนี้ว่า "การพลิกทิศทางการไหลขนาดใหญ่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกนี้ ทำให้เกิดคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของส่วนลึกภายในโลก" (แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ) และตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแกนโลกชั้นใน ซึ่งบ่งชี้ว่าชั้นต่างๆ ที่อยู่ลึกลงไปในโลกอาจเชื่อมโยงกันในทางพลศาสตร์มากกว่าที่เคยเข้าใจ

ดาวเทียม Swarm: เครื่องมือสำคัญที่ทำให้มองเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น

การค้นพบนี้เป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีข้อมูลจากภารกิจดาวเทียมของ ESA โดยเฉพาะ กลุ่มดาวเทียม Swarm ซึ่งประกอบด้วยดาวเทียม 3 ดวงที่ปล่อยขึ้นสู่วงโคจรในปี 2013 แต่ละดวงติดตั้งเครื่องวัดสนามแม่เหล็ก (magnetometer) ความละเอียดสูง และด้วยการโคจรในรูปแบบที่ประสานกันอย่างพิถีพิถัน ดาวเทียมทั้งสามดวงจึงสามารถ แยกแยะสัญญาณแม่เหล็กที่มาจากแกนโลก ออกจากสัญญาณที่มาจากเปลือกโลก มหาสมุทร ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และแมกนีโตสเฟียร์ ได้อย่างแม่นยำ

ทีมวิจัยยังใช้ข้อมูลเสริมจากภารกิจ CryoSat ของ ESA และดาวเทียม CHAMP ของเยอรมนี รวมถึงดาวเทียม Ørsted ของเดนมาร์ก ผสานกับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดสนามแม่เหล็กภาคพื้นดินทั่วโลก ทำให้ได้ภาพต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี

แอนยา สโตรมเม (Anja Stromme) ผู้จัดการภารกิจ Swarm ของ ESA อธิบายว่า "Swarm ให้ข้อมูลครอบคลุมทั่วโลกอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถติดตามว่าพลศาสตร์ของแกนโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป" ขณะที่ เอลิซาเบตตา อิออร์ฟิดา (Elisabetta Iorfida) นักวิทยาศาสตร์ประจำภารกิจของ ESA เสริมว่า "งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ"

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

Earth magnetic field diagram ภาพ: แผนภาพแมกนีโตสเฟียร์ของโลก — NASA's Goddard Space Flight Center/Mary Pat Hrybyk-Keith, Public domain via Wikimedia Commons

สนามแม่เหล็กโลกไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำให้เข็มทิศชี้ทิศเหนือ แต่มันคือ เกราะป้องกันโลกจากรังสีอวกาศและลมสุริยะ ที่พัดมาจากดวงอาทิตย์ การเข้าใจว่าแกนโลกชั้นนอกไหลเวียนอย่างไร และเปลี่ยนแปลงเร็วเพียงใด จึงมีความสำคัญต่อการพยากรณ์ทิศทางของสนามแม่เหล็กโลกในระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อระบบที่พึ่งพาสนามแม่เหล็กในการทำงาน เช่น ระบบนำทางด้วยดาวเทียม การปฏิบัติงานของยานอวกาศ และแบบจำลองสภาพอากาศในอวกาศ (space weather) ที่ใช้เตือนภัยผลกระทบจากพายุสุริยะ

นักวิจัยย้ำชัดว่า เหตุการณ์นี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพอากาศหรือชีวิตประจำวันบนพื้นโลกโดยตรง — มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นลึกลงไปใต้พื้นโลกกว่า 2,200 กิโลเมตร ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะรับรู้ได้จากพื้นผิว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักวิทยาศาสตร์คือ มันท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่าแกนโลกชั้นนอกเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ และค่อนข้างเสถียร

สิ่งที่ยังเป็นปริศนา

จนถึงขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของการพลิกทิศทางนี้ และยังไม่รู้ว่ามันคือความผันผวนที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและจบไป เป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่เกิดซ้ำตามรอบเวลา หรือเป็นจุดเริ่มต้นของสมดุลใหม่ในการไหลเวียนของแกนโลก คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่ทีมวิจัยกำลังพยายามหาคำตอบต่อไป โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมที่สั่งสมมากขึ้นทุกปี

จะติดตามเรื่องนี้ต่อได้อย่างไร

International Space Station orbit Earth ภาพ: NASA — Public domain (Wikimedia Commons)

ทีมวิจัยระบุว่าจะยังคงติดตามข้อมูลจากดาวเทียม Swarm ที่ยังปฏิบัติงานอยู่ต่อเนื่อง เพื่อดูว่ากระแสไหลไปทางตะวันออกที่กำลังอ่อนกำลังลงตั้งแต่ปี 2020 จะพลิกกลับไปทางตะวันตกอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญว่าเหตุการณ์นี้เป็นวงจรที่เกิดซ้ำ งานวิจัยลักษณะนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่เทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในโลกได้ โดยไม่ต้องขุดเจาะแม้แต่เซนติเมตรเดียว — เป็นสาขาวิทยาศาสตร์ที่คนทั่วไปอาจไม่คุ้นเคย แต่ส่งผลต่อเทคโนโลยีที่เราใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวความก้าวหน้าด้านอวกาศและเทคโนโลยีดาวเทียมอื่นๆ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภารกิจอวกาศเทียนเหวิ่น-2 ของจีนที่กำลังศึกษาดวงจันทร์เสมือนของโลก และ ดาวเทียมไทยดวงแรก TSC-1

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

เหตุการณ์นี้จะกระทบชีวิตประจำวันของเราไหม?
นักวิจัยระบุชัดว่าไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศหรือความปลอดภัยของคนบนพื้นโลก การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นลึกลงไปใต้พื้นโลกกว่า 2,200 กิโลเมตร แต่ความรู้เรื่องการไหลเวียนของแกนโลกชั้นนอกมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจและพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกในระยะยาว ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบนำทางและดาวเทียม
แกนโลกชั้นนอกกับแกนโลกชั้นในต่างกันอย่างไร?
แกนโลกชั้นนอก (outer core) เป็นธาตุเหล็ก-นิกเกิลในสถานะของเหลวหลอมเหลว หนาประมาณ 2,200 กิโลเมตร การไหลเวียนของมันคือสิ่งที่สร้างสนามแม่เหล็กโลก ส่วนแกนโลกชั้นใน (inner core) อยู่ลึกกว่านั้นและเป็นของแข็ง งานวิจัยนี้ตรวจพบการเปลี่ยนทิศทางในแกนชั้นนอก และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในแกนชั้นในด้วย แต่ยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิจัยใหญ่ยืนยัน "น้ำยาป้ายฟัน" หยุดฟันผุเด็กเล็กได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องกรอ ไม่ต้องฉีดยาชาต่างประเทศ
สังคม

วิจัยใหญ่ยืนยัน "น้ำยาป้ายฟัน" หยุดฟันผุเด็กเล็กได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องกรอ ไม่ต้องฉีดยาชา

งานวิจัยระยะที่ 3 ในเด็ก 830 คน ตีพิมพ์ใน JAMA Pediatrics พบว่าสารซิลเวอร์ไดเอมีนฟลูออไรด์ (SDF) แบบป้ายเพียงไม่กี่วินาที หยุดฟันผุในฟันน้ำนมได้ถึง 54% เทียบกับ 22.5% ในกลุ่มควบคุม เปิดทางเลือกใหม่สำหรับเด็กเล็กที่กลัวหมอฟัน

อ่านข่าว
คิวบาวิกฤตไฟดับซ้ำซาก: 5 ครั้งใน 5 เดือน กระทบคนกว่า 10 ล้านชีวิตต่างประเทศ
สังคม

คิวบาวิกฤตไฟดับซ้ำซาก: 5 ครั้งใน 5 เดือน กระทบคนกว่า 10 ล้านชีวิต

คิวบาเผชิญไฟดับทั่วเกาะ 5 ครั้งในปี 2569 ล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม ขณะที่กริดไฟฟ้าผลิตได้เพียง 43% ของความต้องการ เหตุจากโรงไฟฟ้ายุคโซเวียตเสื่อมสภาพบวกกับการตัดน้ำมันจากเวเนซุเอลา จีนเข้าช่วยด้วยโซลาร์ฟาร์ม 49 แห่ง

อ่านข่าว
แอนดี้ เบิร์นแฮม ขึ้นนายกฯ อังกฤษ — ผู้นำคนที่ 7 ในรอบทศวรรษต่างประเทศ
สังคม

แอนดี้ เบิร์นแฮม ขึ้นนายกฯ อังกฤษ — ผู้นำคนที่ 7 ในรอบทศวรรษ

แอนดี้ เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรีแมนเชสเตอร์และ 'ราชาแห่งทิศเหนือ' เตรียมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม หลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค Labour เมื่อวันศุกร์ แทนที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่ถูกพรรคบังคับให้ลาออก

อ่านข่าว