ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.
สังคมต่างประเทศ

พบยาแก้พิษงูในเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง แรงกว่ายาปัจจุบัน 10 เท่า

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 16 นาที
แชร์บทความนี้
พบยาแก้พิษงูในเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง แรงกว่ายาปัจจุบัน 10 เท่า
ภาพ: งูเรทเทิลสเนคหางไม้ (Western Diamondback Rattlesnake) — Holger Krisp — CC BY 3.0 (Wikimedia Commons)

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ (University of Maryland) สหรัฐฯ ค้นพบว่าโปรตีนที่พบตามธรรมชาติในเลือดของงูเรทเทิลสเนคหางไม้ (Western Diamondback Rattlesnake) เมื่อนำมาผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม สามารถหยุดฤทธิ์ถึงตายของพิษงูได้แรงกว่ายาแก้พิษเชิงพาณิชย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันประมาณ 10 เท่าในการทดสอบห้องปฏิบัติการ งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2026 และได้รับความสนใจจากสื่อวิทยาศาสตร์นานาชาติอย่างกว้างขวางในสัปดาห์นี้ เปิดความหวังใหม่สำหรับปัญหาสุขภาพระดับโลกที่มักถูกมองข้าม

งูรอดพิษตัวเองได้อย่างไร — จุดเริ่มต้นของการค้นพบ

ทีมวิจัยนำโดย Sean B. Carroll ศาสตราจารย์ดีเด่นด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ร่วมกับนักวิจัยจาก Texas A&M University-Kingsville อธิบายว่า นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานกว่า 100 ปีจากการสังเกตว่า งูพิษหลายชนิดมีความต้านทานต่อพิษของตัวเองในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีใครเข้าใจกลไกเบื้องหลังอย่างชัดเจน จนกระทั่งทีมของ Carroll แยกและทดสอบโปรตีนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า FETUA (โปรตีนยับยั้งเอนไซม์ metalloproteinase) ที่พบในซีรั่มเลือดของงูเรทเทิลสเนคหางไม้

"นี่เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ยอดเยี่ยม เมื่อธรรมชาติได้แก้ปัญหาที่เรากำลังงมหาคำตอบมานานหลายทศวรรษไปแล้ว" Carroll กล่าว "เรารู้จากเรื่องเล่ามานานกว่า 100 ปีว่างูพิษมักต้านทานพิษของตัวเองได้"

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อทดสอบโปรตีน FETUA แต่ละชนิดแยกกัน แต่ละตัวสามารถยับยั้งฤทธิ์บางอย่างของพิษงูได้ เช่น ลดการตกเลือดหรือรบกวนการทำงานของเอนไซม์บางชนิด แต่ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งที่หยุดความตายได้เพียงลำพัง จนกระทั่งทีมวิจัยทดลองผสม FETUA หลายชนิดเข้าด้วยกัน จึงพบว่าส่วนผสมนี้สามารถหยุดฤทธิ์ถึงตายของพิษงูเรทเทิลสเนคได้อย่างสมบูรณ์ และยังป้องกันพิษของงูพิษสายพันธุ์อื่นที่ห่างไกลทางวิวัฒนาการได้ด้วย เช่น งูไวเปอร์ (viper) หลายชนิด

งูเขียวหางไหม้ (Trimeresurus) หนึ่งในงูพิษตระกูลไวเปอร์ที่พบได้ทั่วไปในไทย ภาพประกอบ: งูเขียวหางไหม้ ตระกูลไวเปอร์ที่พบได้ทั่วไปในไทย — เป็นกลุ่มงูพิษเดียวกับที่งานวิจัยนี้พุ่งเป้าเอาไว้

ทำไมต้องผสมโปรตีนหลายชนิด

พิษของงูแต่ละตัวไม่ได้มีสารพิษเพียงชนิดเดียว แต่ประกอบด้วยโปรตีนพิษนับร้อยชนิดจากตระกูลโปรตีนที่แตกต่างกัน Carroll อธิบายว่า "ส่วนประกอบทั้งหมดมีอยู่แล้ว เราแค่ต้องทดสอบส่วนผสมต่าง ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ" ทีมวิจัยจึงต้องทดลองจับคู่และปรับสัดส่วนโปรตีน FETUA หลายรูปแบบ จนพบสูตรที่ครอบคลุมพิษได้กว้างที่สุด

ผลลัพธ์ที่ได้คือส่วนผสมโปรตีนธรรมชาติที่มีฤทธิ์แรงกว่ายาแก้พิษงูเชิงพาณิชย์ที่ผลิตจากซีรั่มแกะในปัจจุบันประมาณ 10 เท่า ในการทดสอบยับยั้งความรุนแรงของพิษ นับเป็นตัวเลขที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการพิษวิทยา เพราะชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติอาจมีคำตอบที่มีประสิทธิภาพกว่าสิ่งที่มนุษย์พยายามสร้างขึ้นมาตลอด 100 ปีที่ผ่านมา

ปัญหาของยาแก้พิษงูแบบเดิมที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ขวดยาแก้พิษงูบนสายการผลิตในโรงงาน ภาพประกอบ: ขั้นตอนการบรรจุยาแก้พิษงูในโรงงานผลิต — Foreign, Commonwealth & Development Office — CC BY 4.0 (Wikimedia Commons)

วิธีผลิตยาแก้พิษงูที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ผ่านมา คือการฉีดพิษงูปริมาณเล็กน้อยเข้าไปในม้าหรือแกะ กระตุ้นให้สัตว์สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อสู้กับพิษ แล้วจึงเก็บเกี่ยวแอนติบอดีนั้นมาทำเป็นยา วิธีนี้มีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ: ต้นทุนการผลิตสูง ปริมาณผลิตได้จำกัด ต้องแช่เย็นตลอดการขนส่งซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในพื้นที่ชนบท ยาแต่ละชนิดมักออกฤทธิ์ได้ดีเฉพาะกับพิษงูบางสายพันธุ์เท่านั้น และที่สำคัญคือผู้ป่วยบางรายมีความเสี่ยงแพ้ซีรั่มจากสัตว์อย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

ประเด็นยาแก้พิษแบบเดิมผลวิจัยใหม่ (ห้องทดลอง)
แหล่งที่มาซีรั่มจากม้า/แกะที่ฉีดพิษงูโปรตีน FETUA จากเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง
ความแรงในการยับยั้งพิษมาตรฐานอ้างอิงแรงกว่าประมาณ 10 เท่า
ขอบเขตการป้องกันเฉพาะสายพันธุ์ใกล้เคียงครอบคลุมงูไวเปอร์หลายสายพันธุ์
ความเสี่ยงแพ้ยามีความเสี่ยงแพ้ซีรั่มสัตว์ยังไม่มีข้อมูลในมนุษย์
สถานะการพัฒนาใช้งานจริงทั่วโลกทดสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

ข้อมูล ณ กันยายน 2026 — สรุปจากรายงานของทีมวิจัย มหาวิทยาลัยแมริแลนด์

เกี่ยวข้องกับคนไทยอย่างไร

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่างูพิษกัดคร่าชีวิตคนทั่วโลกปีละ 80,000-140,000 คน และทำให้อีกหลายแสนคนพิการถาวร ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ชนบทของเอเชียและแอฟริกาที่เข้าถึงยาแก้พิษได้ยาก สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคที่ Thai PBS อ้างอิงไว้ระบุว่าไทยมีผู้ถูกงูพิษกัดเฉลี่ยปีละกว่า 6,000 ราย โดยงูที่พบว่ากัดคนบ่อยที่สุด ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง และ งูเขียวหางไหม้ ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลไวเปอร์ (viper) เดียวกับที่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าโปรตีน FETUA จากเลือดงูเรทเทิลสเนคสามารถป้องกันพิษข้ามสายพันธุ์ได้

แม้ยังไม่มีการทดสอบโดยตรงกับพิษงูเขียวหางไหม้ของไทยในงานวิจัยนี้ แต่แนวทาง "ยาแก้พิษข้ามสายพันธุ์" ที่ทีมวิจัยค้นพบ ก็เปิดความเป็นไปได้ในระยะยาวสำหรับภูมิภาคที่พึ่งพายาแก้พิษเฉพาะถิ่นแบบเดิมมานาน อีกจุดที่น่าสนใจคือทีมวิจัยนี้มีนักวิทยาศาสตร์ไทยร่วมด้วย — ดร.มณฑามาส สันทรวัฒน์ รองศาสตราจารย์จาก National Natural Toxins Research Center มหาวิทยาลัย Texas A&M-Kingsville ผู้จบการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาเอกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำงานวิจัยด้านพิษงูมานานกว่าทศวรรษ ตามข้อมูลในประวัติคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย

สำหรับคนที่ถูกงูกัดในไทย คำแนะนำจากกรมควบคุมโรคยังคงเหมือนเดิม: ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ไม่กรีดแผล ไม่ดูดพิษ ไม่ขันชะเนาะ และรีบนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุด (ดูสถานพยาบาลใกล้บ้านได้ที่ ทำเนียบโรงพยาบาลของ Tetono)

ยังอีกไกลแค่ไหนกว่าจะได้ใช้จริง

การรีดพิษงูเพื่อนำไปผลิตยาแก้พิษ ขั้นตอนที่ยาแก้พิษแบบเดิมยังต้องพึ่งพา ภาพประกอบ: การรีดพิษงูเพื่อเก็บตัวอย่างสำหรับผลิตยาแก้พิษ — Vassil — CC0 (Wikimedia Commons)

ทีมวิจัยย้ำว่าผลลัพธ์ที่ได้ในตอนนี้มาจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ยังไม่มีการทดลองในมนุษย์ และพิษงูแต่ละชนิดอาจมีโปรตีนพิษมากถึง 100 ชนิดจากหลายตระกูล ทำให้ยังต้องใช้เวลาอีกมากในการหาสูตรผสมที่ครอบคลุมพิษงูให้ได้กว้างที่สุด Carroll ระบุว่าขั้นต่อไปคือการขยายแนวทางนี้ไปยังกลุ่มโปรตีนพิษชนิดอื่นนอกเหนือจาก metalloproteinase และคาดว่าการใช้งานเชิงพาณิชย์ครั้งแรกน่าจะเป็นด้านสัตวแพทย์ เช่น รักษาสุนัขและปศุสัตว์ที่ถูกงูกัด ก่อนจะขยับไปสู่การพัฒนาเป็นยาสำหรับคนในลำดับถัดไป

"เราสามารถผลิตสารนี้ได้เป็นตู้คอนเทนเนอร์รถไฟ และช่วยแก้ปัญหาสุขภาพระดับโลกที่ใหญ่มากได้" หนึ่งในทีมวิจัยระบุถึงศักยภาพของแนวทางนี้ในระยะยาว หากพัฒนาสำเร็จ วิธีนี้อาจช่วยให้การผลิตยาแก้พิษงูทำได้ในราคาถูกลง ปริมาณมากขึ้น และไม่ต้องพึ่งพาการเลี้ยงม้าหรือแกะจำนวนมากเหมือนวิธีเดิม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพื้นที่ชนบทของประเทศกำลังพัฒนาที่แบกรับภาระโรคจากงูกัดหนักที่สุด

งานวิจัยด้านการแพทย์ที่ค้นพบวิธีใหม่จากสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ — ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีนักวิจัยค้นพบว่ายาหัวใจอายุเกือบ 250 ปีอย่าง digoxin ยังช่วยลดการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวได้ถึง 25% ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงว่าบางครั้งคำตอบทางการแพทย์ก็ซ่อนอยู่ในสิ่งที่รู้จักกันมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีใครมองในมุมที่ถูกต้อง

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

โปรตีน FETUA คืออะไร?
FETUA เป็นกลุ่มโปรตีนยับยั้งเอนไซม์ metalloproteinase ที่พบตามธรรมชาติในเลือดของงูเรทเทิลสเนค งูใช้โปรตีนนี้ปกป้องตัวเองจากพิษของตัวมันเองบางส่วน นักวิจัยพบว่าเมื่อนำ FETUA หลายชนิดมาผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม จะหยุดฤทธิ์ทำลายล้างของพิษงูได้อย่างสมบูรณ์
งานวิจัยนี้จะนำมาใช้รักษาคนถูกงูกัดได้เมื่อไหร่?
ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี ทีมวิจัยระบุว่าผลที่ได้ตอนนี้มาจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น คาดว่าการใช้งานเชิงพาณิชย์ครั้งแรกจะเป็นด้านสัตวแพทย์ (เช่น รักษาสุนัขที่ถูกงูกัด) ก่อนจะขยับไปสู่การรักษาคนในลำดับถัดไป
ยาแก้พิษงูที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีปัญหาอะไร?
ยาแก้พิษงูส่วนใหญ่ผลิตโดยฉีดพิษงูเข้าไปในม้าหรือแกะ แล้วเก็บเกี่ยวแอนติบอดีที่สัตว์สร้างขึ้นมา กระบวนการนี้มีต้นทุนสูง ผลิตได้จำกัด ต้องแช่เย็นระหว่างขนส่ง และมักออกฤทธิ์เฉพาะกับพิษงูบางสายพันธุ์เท่านั้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะแพ้ซีรั่มจากสัตว์อย่างรุนแรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูโย: ระบาดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ คร่าชีวิตกว่า 700 คนในคองโกต่างประเทศ
สังคม

อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูโย: ระบาดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ คร่าชีวิตกว่า 700 คนในคองโก

ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ระบาดหนักในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก คร่าชีวิตกว่า 700 คน ผู้ติดเชื้อยืนยันเกือบ 2,000 ราย WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ขณะที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรอง

อ่านข่าว
กากาโป้ นกแก้วหนักที่สุดในโลก ประชากรทะลุ 300 ตัว ครั้งแรกในรอบ 75 ปีต่างประเทศ
สังคม

กากาโป้ นกแก้วหนักที่สุดในโลก ประชากรทะลุ 300 ตัว ครั้งแรกในรอบ 75 ปี

นิวซีแลนด์ประกาศประชากรกากาโป้แตะ 325 ตัว หลังฤดูผสมพันธุ์ปี 2026 ให้ลูกนกทำลายสถิติ 90 ตัว จากจุดเริ่มต้นที่เหลือเพียง 51 ตัวเมื่อปี 1995

อ่านข่าว
ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต บทเรียนระบบเตือนภัยต่างประเทศ
สังคม

ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต บทเรียนระบบเตือนภัย

ธารน้ำแข็งแตกที่ความสูง 5,200 เมตร ทำน้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต นักวิทยาศาสตร์ชี้เตือนล่วงหน้าได้ถ้ามีระบบเฝ้าระวัง

อ่านข่าว