ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต บทเรียนระบบเตือนภัย

ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกออกจากผาสูงในทิเบตเมื่อเช้าวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 ส่งมวลน้ำ หิน และน้ำแข็งถล่มลงตามหุบเขาหิมาลัยเข้าสู่เขต Rasuwa ทางตอนเหนือของเนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้วเกิน 470 ราย และสูญหายอีกเกือบ 1,000 คน ณ วันที่ 28 สิงหาคม ตามข้อมูลของสำนักนายกรัฐมนตรีเนปาล
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากฝน และนั่นคือเหตุผลที่มันอันตรายเป็นพิเศษ
เกิดอะไรขึ้น และเกิดเร็วแค่ไหน
ภาพประกอบ: หุบเขาลังตังหิมาลในเขต Rasuwa — ภูมิประเทศลาดชันและลานหินกลางลำน้ำแบบที่มวลน้ำไหลผ่าน (ภาพถ่ายก่อนเหตุการณ์) | ภาพ: Pustam.EGR — CC BY 4.0 (Wikimedia Commons)
เวลาประมาณ 08.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น (02.55 GMT) ของวันที่ 26 สิงหาคม ส่วนปลายของธารน้ำแข็งที่ระดับความสูงราว 5,200 เมตร แตกออกและร่วงลงมาราว 1,200 เมตรสู่พื้นหุบเขา ก่อนกระแทกลงแม่น้ำ Lhende ในทิเบต ห่างจากจุดผ่านแดนเนปาล-จีนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 20 กิโลเมตร
เศษหินและน้ำแข็งจำนวนมหาศาลไปปิดกั้นลำน้ำไว้ชั่วคราว กลายเป็นเขื่อนธรรมชาติที่กักน้ำไว้เบื้องหลัง เมื่อเขื่อนนั้นพังทลาย มวลน้ำผสมโคลนและหินจึงไหลลงมาพร้อมกันทีเดียว
ผลลัพธ์คือความเร็วที่ไม่มีใครหนีทัน มีรายงานว่าระดับน้ำในแม่น้ำ Trishuli สูงขึ้นถึง 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที หมู่บ้าน Timure ซึ่งเป็นชุมชนเนปาลที่ใกล้ชายแดนที่สุด และจุดผ่านแดน Gyirong Port ฝั่งทิเบต อยู่ในเส้นทางของมวลน้ำนั้นโดยตรง
ความเสียหายและปฏิบัติการช่วยเหลือ
สะพานอย่างน้อย 19 แห่งและถนนราว 40 กิโลเมตรถูกกวาดหายไป ตัดขาดเส้นทางเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Upper Trishuli-1 ได้รับความเสียหาย และมีคนงานติดอยู่ในอุโมงค์ของโครงการ
ผู้สูญหายมีทั้งผู้แสวงบุญที่กำลังเดินทางไปยังเขาไกรลาสในทิเบต ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทั้งชาวฮินดูและชาวพุทธ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเนปาลที่ประจำการอยู่ชายแดน และวิศวกรที่ทำงานในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ทางการเนปาลระบุว่าในจำนวนผู้สูญหายทั้งหมด 644 คนเป็นชาวต่างชาติ ส่วนทางการจีนรายงานผู้เสียชีวิต 3 รายและสูญหาย 558 คนในฝั่งทิเบต
ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 14,829 นาย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 3,742 คน ในจำนวนนี้ 3,253 คนถูกลำเลียงออกทางเฮลิคอปเตอร์ไปยังกรุงกาฐมาณฑุและพื้นที่อื่น เนื่องจากเส้นทางบกถูกตัดขาด
"ลำดับความสำคัญแรกของเราคือการช่วยเหลือผู้ที่ติดค้างอยู่" พลจัตวา Raja Ram Basnet แห่งกองทัพเนปาลกล่าว พร้อมระบุว่าการเข้าถึงผู้ติดค้างในอุโมงค์โรงไฟฟ้าเป็นงานยาก เพราะโคลนกลบทางเข้าไว้
สหรัฐฯ ประกาศให้เงินสนับสนุนปฏิบัติการกู้ภัย 500,000 ดอลลาร์ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเนปาลปฏิเสธข้อเสนอส่งทีมค้นหาและกู้ภัยจากหลายประเทศ
ภัยรอบสอง: ทะเลสาบที่เพิ่งเกิดขึ้น
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้ยังไม่จบคือทะเลสาบที่เกิดขึ้นใหม่ 2 แห่งหลังธารน้ำแข็งถล่ม แห่งหนึ่งอยู่สูงขึ้นไปใกล้ตัวธารน้ำแข็ง อีกแห่งซึ่งอันตรายกว่าเกิดจากดินถล่มขนาดใหญ่ปิดกั้นหุบเขาบนระบบแม่น้ำ Lhende บริเวณชายแดนเนปาล-จีน
กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนประเมินว่าทะเลสาบแห่งนี้กักน้ำไว้ราว 1.5-2 ล้านลูกบาศก์เมตร และอาจมีน้ำไหลเข้าเพิ่มอีกราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในสามวัน หรือเทียบเท่าสระว่ายน้ำโอลิมปิกประมาณ 1,200 สระ
อันตรายอยู่ที่การพังทลายอย่างฉับพลัน ซึ่งจะสร้างกระแสน้ำหอบตะกอนความเร็วสูงโดยที่ชุมชนท้ายน้ำแทบไม่มีเวลาตั้งตัว
"หิมะถล่มผสมหินได้ทับถมหิน น้ำแข็ง และเศษซากปริมาณมหาศาลลงในหุบเขาแม่น้ำ ปิดกั้นหรือบีบทางน้ำอย่างรุนแรง" Pawan Bhattarai ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัย Tribhuvan อธิบาย และระบุว่าผลกระทบลดลงได้ด้วยการเฝ้าระวังผ่านดาวเทียมและระบบเตือนภัยข้ามพรมแดน
Nitesh Khadka นักวิจัยด้านน้ำท่วมจากธารน้ำแข็ง เตือนว่าการพังทลายฉับพลันจะ "พัดพาตะกอนที่ขัดขวางปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย และเป็นอันตรายต่อผู้ที่ยังรอดชีวิตอยู่ในอุโมงค์โรงไฟฟ้า"
ทางการจีนส่งทีมวิศวกร 8 คนเข้าสำรวจทางอากาศและจัดทำแบบจำลองสามมิติของพื้นที่ ปฏิบัติการกู้ภัยต้องหยุดชั่วคราวเมื่อวันศุกร์ตอนที่น้ำในทะเลสาบล้นออกมา ก่อนกลับมาดำเนินการต่อ โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่าความเสี่ยงยัง "จัดการได้"
ทำไมเรื่องแบบนี้จะเกิดบ่อยขึ้น
ภาพประกอบ: ทะเลสาบน้ำแข็ง Tsho Rolpa หนึ่งในทะเลสาบที่เนปาลเฝ้าระวังมากที่สุด น้ำถูกกักไว้หลังสันหินตะกอนธารน้ำแข็ง | ภาพ: Thapaliya19 — CC BY-SA 4.0 (Wikimedia Commons)
เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัยกำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชี้ว่าอัตราการสูญเสียมวลน้ำแข็งในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่ปี 2543 และพื้นที่ธารน้ำแข็งราว 78% ที่ระดับความสูง 4,500-6,000 เมตร เผชิญความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนในระดับสูง
กลไกทางกายภาพตรงไปตรงมา เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ผาหินที่เคยมีน้ำแข็งค้ำยันจะสูญเสียตัวยึด และผ่านวงจรแข็งตัว-ละลายซ้ำ ๆ ขณะที่ชั้นดินเยือกแข็งคงตัวละลายลงจนความมั่นคงของลาดเขาลดลง
"สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้คือความปกติใหม่ที่น่าเศร้า และมันจะแย่ลงกว่านี้นับจากนี้ไป" Jakob Steiner นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัย Graz กล่าว
นักวิทยาศาสตร์ยังระมัดระวังที่จะไม่ผูกเหตุการณ์เดียวเข้ากับภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่ชี้ตรงกันว่าเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น โอกาสเกิดภัยลักษณะนี้ในเทือกเขาหิมาลัยย่อมเพิ่มขึ้น การศึกษาเมื่อปี 2562 พบว่ามีทะเลสาบน้ำแข็งราว 210 แห่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพคุกคามชุมชนที่อยู่ท้ายน้ำ
บทเรียนที่ใช้ได้จริง: เตือนภัยเป็นเรื่องของนาที
ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญพูดตรงกันคือ เทคโนโลยีที่ต้องใช้มีอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือการติดตั้งและการเชื่อมข้อมูลข้ามพรมแดน
ข้อเสนอที่ตรงกันจากหลายฝ่ายคือ ระบบเฝ้าระวังธารน้ำแข็งและลาดเขาแบบต่อเนื่อง การใช้ภาพดาวเทียมติดตามการก่อตัวของทะเลสาบน้ำแข็ง และกลไกแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศต้นน้ำกับปลายน้ำที่ทำงานได้ในเวลาจริง ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงจีนกับเนปาล
แต่กรอบเวลาคือส่วนที่โหดที่สุด "เราไม่ได้มีเวลาเป็นชั่วโมง บางครั้งมีแค่ไม่กี่นาทีที่จะเตรียมตัวจริง ๆ" Saswat Sanyal ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติกล่าว
นั่นเปลี่ยนโจทย์จาก "พยากรณ์ล่วงหน้าหลายวัน" เป็น "ตรวจจับได้ทันทีที่เกิด แล้วส่งสัญญาณถึงชุมชนท้ายน้ำให้เร็วที่สุด" ซึ่งเป็นคนละระบบกับการเตือนภัยน้ำท่วมจากฝนที่ประเทศส่วนใหญ่คุ้นเคย
สำหรับผู้อ่านชาวไทย
กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จากการตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ โดยพื้นที่ที่เสียหายหนักอยู่ตามแนวแม่น้ำ Bhotekoshi ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือติดต่อสถานทูตได้ที่ +977-9818749944 ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับคนไทยทั่วไป บทเรียนที่ตรงที่สุดไม่ใช่เรื่องธารน้ำแข็ง ซึ่งไทยไม่มี แต่เป็นหลักการเดียวกันของภัยที่มาเร็วเกินกว่าจะพยากรณ์ล่วงหน้าหลายวัน เช่น น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในพื้นที่ภูเขาช่วงมรสุม ที่ระยะเวลาระหว่าง "สัญญาณแรก" กับ "น้ำมาถึง" อาจสั้นเพียงไม่กี่สิบนาที เช่นเดียวกับที่เคยเห็นในคำเตือนช่วงมรสุมของไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม
สิ่งที่ทำได้ในระดับครัวเรือนจึงเป็นเรื่องพื้นฐานแต่ได้ผล คือรู้ว่าบ้านตัวเองอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ รู้เส้นทางขึ้นที่สูงที่ใกล้ที่สุด และเปิดรับการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการไว้ เพราะในภัยประเภทนี้ เวลาที่มีให้ตัดสินใจนับเป็นนาที ไม่ใช่ชั่วโมง
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
ปฏิบัติการค้นหายังดำเนินอยู่ และตัวเลขผู้เสียชีวิตกับผู้สูญหายยังเปลี่ยนแปลงได้ รายงานบางสำนักซึ่งอ้างตำรวจเนปาลระบุยอดผู้เสียชีวิตสูงกว่าตัวเลขทางการที่อ้างถึงข้างต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569)
ประเด็นเฉพาะหน้าที่ชี้ขาดคือทะเลสาบที่เกิดใหม่บริเวณชายแดนจะทรงตัวหรือพังทลาย ซึ่งจะกำหนดทั้งความปลอดภัยของทีมกู้ภัยและชะตากรรมของผู้ที่ยังติดค้างอยู่ในอุโมงค์โรงไฟฟ้า
แหล่งข่าว
คำถามที่พบบ่อย
- น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากฝนตกหนักหรือไม่
- ไม่ใช่ ต้นเหตุคือธารน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกออกจากผาสูงในทิเบต แล้วเศษหินและน้ำแข็งไปปิดกั้นลำน้ำชั่วคราว เมื่อเขื่อนธรรมชาตินั้นพังทลาย มวลน้ำที่สะสมไว้จึงไหลลงมาพร้อมกันทีเดียว ซึ่งต่างจากน้ำท่วมจากฝนที่ค่อย ๆ เพิ่มระดับและพอคาดการณ์ได้
- คนไทยที่อยู่ในเนปาลควรทำอย่างไร
- กระทรวงการต่างประเทศระบุว่ายังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ได้ที่ +977-9818749944 ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต่างประเทศDigoxin ยาหัวใจอายุเกือบ 250 ปี ลดนอนโรงพยาบาลหัวใจล้มเหลว 25%
งานวิจัยใหม่จากเนเธอร์แลนด์พบว่า digoxin ยาหัวใจราคาไม่ถึงวันละ 10 เซนต์ ช่วยลดการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวได้ราว 25% แม้ยังไม่ลดอัตราเสียชีวิต
ต่างประเทศดาวเทียม ESA เผยของเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลกะทันหันปี 2010
งานวิจัยเอดินบะระวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม Swarm ของ ESA พบธาตุเหล็กหลอมเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลจากตะวันตกเป็นตะวันออกฉับพลันปี 2010 สาเหตุยังเป็นปริศนา
ต่างประเทศวิจัยใหญ่ยืนยัน "น้ำยาป้ายฟัน" หยุดฟันผุเด็กเล็กได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องกรอ ไม่ต้องฉีดยาชา
งานวิจัยระยะที่ 3 ในเด็ก 830 คน ตีพิมพ์ใน JAMA Pediatrics พบว่าสารซิลเวอร์ไดเอมีนฟลูออไรด์ (SDF) แบบป้ายเพียงไม่กี่วินาที หยุดฟันผุในฟันน้ำนมได้ถึง 54% เทียบกับ 22.5% ในกลุ่มควบคุม เปิดทางเลือกใหม่สำหรับเด็กเล็กที่กลัวหมอฟัน