ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.

Digoxin ยาหัวใจอายุเกือบ 250 ปี ลดนอนโรงพยาบาลหัวใจล้มเหลว 25%

ต่างประเทศโดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 16 นาที
แชร์บทความนี้
Digoxin ยาหัวใจอายุเกือบ 250 ปี ลดนอนโรงพยาบาลหัวใจล้มเหลว 25%
Bottle of digoxin tablets, 'Tabloid' brand, London, England — Science Museum Group, CC BY 4.0 via Wikimedia Commons

ยาหัวใจที่เก่าแก่ที่สุดในวงการแพทย์แผนปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจอีกครั้ง ทีมนักวิจัยจาก University Medical Center Groningen (UMCG) ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยผลการศึกษาที่พบว่า digoxin ยาที่สกัดจากพืชตระกูลดิจิทาลิส (foxglove) และมีต้นทุนไม่ถึงวันละ 10 เซนต์สหรัฐ สามารถลดการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวได้ราว 25% เมื่อใช้ในขนาดต่ำร่วมกับยาแผนปัจจุบัน แม้ผลการศึกษาจะยังไม่พบว่าช่วยลดอัตราการเสียชีวิตโดยตรงก็ตาม

ยาสามัญเก่าแก่เกือบ 250 ปี ที่วงการแพทย์เกือบลืม

Digoxin อยู่ในกลุ่มยาที่เรียกว่า digitalis glycoside ซึ่งมีประวัติการใช้ทางการแพทย์ย้อนไปได้ถึงปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อแพทย์ชาวอังกฤษค้นพบว่าสารสกัดจากใบพืชตระกูลดิจิทาลิสช่วยบรรเทาอาการบวมน้ำจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ยานี้เคยเป็นหนึ่งในยาหลักสำหรับรักษาหัวใจล้มเหลว ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกลดบทบาทลงหลังการศึกษาชิ้นสำคัญในปี 1997 (การศึกษา DIG) พบว่าระดับยาในเลือดที่สูงเกินไปอาจสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่แย่ลง ทำให้แพทย์จำนวนมากเลี่ยงการสั่งจ่ายยานี้ และหันไปใช้ยากลุ่มใหม่ที่มีราคาสูงกว่ามากแทน

ทีมวิจัยนำโดย ศาสตราจารย์ Dirk van Veldhuisen ร่วมกับ Kevin Damman และ Peter van der Meer จาก UMCG ต้องการทดสอบว่าหากใช้ digoxin ใน ขนาดต่ำ และควบคุมระดับยาในเลือดอย่างเข้มงวด ผลลัพธ์จะแตกต่างจากการศึกษาเดิมหรือไม่

ต้นดิจิทาลิส (Digitalis lanata) พืชที่เป็นต้นกำเนิดของยา digoxin ภาพ: Jörg Hempel — CC BY-SA 3.0 de (Wikimedia Commons)

ผลการศึกษา DECISION Trial: ขนาดยาต่ำ ผลลัพธ์ชัดเจนขึ้น

การศึกษาที่ชื่อว่า DECISION Trial คัดเลือกผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดที่มีอาการระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (LVEF) ไม่เกิน 50% จำนวน 1,001 คน จาก 43 ศูนย์การแพทย์ทั่วเนเธอร์แลนด์ โดยสุ่มให้ได้รับ digoxin ขนาดต่ำ (ควบคุมระดับยาในเลือดไว้ที่ 0.5–0.9 นาโนกรัม/มิลลิลิตร) หรือยาหลอก ควบคู่กับการรักษามาตรฐาน แล้วติดตามผลเฉลี่ยนาน 36.5 เดือน

ผลลัพธ์หลักของการศึกษา — ซึ่งวัดจากจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจล้มเหลวแย่ลงจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือรับการรักษาฉุกเฉิน รวมกับการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด — ไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (rate ratio 0.81, p=0.133) แต่ทีมวิจัยระบุว่าแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี และยาในขนาดต่ำนี้ ผู้ป่วยทนต่อยาได้ดี ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก

วิเคราะห์รวม 3 การศึกษา ผู้ป่วยกว่า 9,000 คน ยืนยันลดความเสี่ยง 25%

จุดที่ทำให้ผลการศึกษานี้ได้รับความสนใจมากขึ้น คือการนำข้อมูลจาก DECISION Trial ไปรวมวิเคราะห์กับการศึกษาอีก 2 ชิ้นที่ทดสอบยาในกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ การศึกษา DIG (ตีพิมพ์ปี 1997) และ DIGIT-HF (ตีพิมพ์ปี 2025) รวมเป็นข้อมูลผู้ป่วยทั้งสิ้น 9,013 คน ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA

ผลการวิเคราะห์รวมพบว่า ความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลงเป็นครั้งแรก ลดลง 15% (hazard ratio 0.85) และเมื่อดูเฉพาะเหตุการณ์หัวใจล้มเหลวแย่ลง พบว่าลดลงถึง 25% (hazard ratio 0.75) — กลุ่มที่ได้รับยาในกลุ่ม digitalis มีอัตราการเกิดเหตุการณ์อยู่ที่ 26% เทียบกับ 33% ในกลุ่มยาหลอก อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์นี้ ไม่พบว่าลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญ

ทีมวิจัยยังพบข้อมูลจากการศึกษาการหยุดยาในอดีตที่น่าสนใจ: ผู้ป่วยที่หยุดใช้ digoxin มีความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลงหรือเสียชีวิตจากโรคหัวใจสูงกว่ากลุ่มที่หยุดยาหลอกอย่างชัดเจนภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นอีกหลักฐานที่สนับสนุนว่ายานี้มีประโยชน์จริงในผู้ป่วยที่ใช้อยู่แล้ว

อาคารในเครือ University Medical Center Groningen (UMCG) สถาบันที่นำการวิจัยครั้งนี้ ภาพ: Choinowski — CC BY-SA 4.0 (Wikimedia Commons)

ทำไมยาราคาไม่ถึง 10 เซนต์ต่อวันถึงสำคัญกับระบบสาธารณสุข

ในยุคที่ยารักษาหัวใจล้มเหลวรุ่นใหม่ เช่น กลุ่มยาต้าน SGLT2 หรือยากลุ่ม ARNI มีราคาสูงถึงหลักหลายยูโรต่อวัน การพบว่ายาเก่าแก่อย่าง digoxin ซึ่งมีต้นทุนการผลิต ไม่ถึง 10 เซนต์สหรัฐต่อวัน (คิดเป็นเงินไทยไม่ถึง 4 บาท) ยังคงให้ประโยชน์ทางคลินิกที่วัดผลได้ จึงเป็นข่าวดีโดยเฉพาะกับระบบสาธารณสุขในประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด หรือผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงยาราคาแพง

ศาสตราจารย์ van Veldhuisen กล่าวไว้ว่า "digoxin เป็นยาที่เก่าแก่ที่สุดในเวชศาสตร์หัวใจและหลอดเลือด แต่ที่ผ่านมามีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับคุณค่าของมัน" และเสริมว่า "ยาในกลุ่มดิจิทาลิสไกลโคไซด์ขนาดต่ำดูเหมือนจะเป็นการรักษาเสริมที่มีประสิทธิภาพ ราคาถูก ปลอดภัย และใช้งานง่าย"

ข้อควรระวัง: ต้องตรวจระดับยาในเลือดอย่างสม่ำเสมอ

แม้ผลการศึกษาจะดูมีความหวัง แต่นักวิจัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า digoxin เป็นยาที่มี ช่วงการรักษาแคบ (narrow therapeutic index) หมายความว่าปริมาณยาที่ให้ผลการรักษากับปริมาณที่เป็นพิษนั้นใกล้เคียงกันมาก หากระดับยาในเลือดสูงเกินไปอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และที่อันตรายที่สุดคือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดติดตามระดับยาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่มีการทำงานของไตบกพร่อง เนื่องจากไตเป็นอวัยวะหลักที่กำจัดยาออกจากร่างกาย

อุปกรณ์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ติดที่หน้าอกผู้ป่วยเพื่อติดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ภาพประกอบ: Suyash.dwivedi — CC BY-SA 4.0 (Wikimedia Commons)

นักวิจัยย้ำว่าผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยควรหยุดยาที่แพทย์สั่งอยู่แล้วแล้วเปลี่ยนมาใช้ digoxin เอง เพราะยานี้ถูกทดสอบในฐานะการรักษา "เสริม" ที่ให้ควบคู่กับยามาตรฐานเท่านั้น ผลการศึกษาชุดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกที่การประชุม Heart Failure 2026 ของ European Society of Cardiology (ESC) ที่เมืองบาร์เซโลนา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 และเพิ่งได้รับความสนใจจากสื่อวิทยาศาสตร์นานาชาติอีกครั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การทบทวนแนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวในอนาคต

สถานการณ์หัวใจล้มเหลวในไทย และสิ่งที่ต้องจับตาต่อไป

โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยข้อมูลจากทะเบียนผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันของไทยพบว่าอัตราการเสียชีวิตในช่วง 1 ปี, 5 ปี และ 10 ปีหลังการวินิจฉัยสูงถึง 28%, 58% และ 73% ตามลำดับ สะท้อนว่าภาวะนี้ยังคงเป็นภาระโรคที่หนักสำหรับระบบสาธารณสุขไทย งานวิจัยที่ชี้ว่ายาราคาถูกและหาได้ทั่วไปสามารถลดการนอนโรงพยาบาลได้ จึงอาจมีความหมายอย่างมากต่อประเทศที่มีทรัพยากรทางการแพทย์จำกัด

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยยอมรับว่าผลลัพธ์หลักของ DECISION Trial เองยังไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ และงานวิเคราะห์รวมก็ยังไม่พบประโยชน์ด้านการลดอัตราตาย สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ แนวทางการรักษาโรคหัวใจล้มเหลวของนานาชาติ จะนำหลักฐานชุดนี้ไปพิจารณาปรับปรุงคำแนะนำการใช้ digoxin หรือไม่ และจะมีการศึกษาขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันผลในระยะยาวต่อไปหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่วงการแพทย์หัวใจทั่วโลกกำลังจับตา

นี่เป็นอีกหนึ่งในหลายงานวิจัยทางการแพทย์ที่สร้างความหวังในปีนี้ เช่นเดียวกับการค้นพบว่าวัคซีน HPV ช่วยลดผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้เกือบเป็นศูนย์ ที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเสมอไป แต่มาจากการทำความเข้าใจสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

Digoxin คืออะไร ใช้รักษาอะไร?
Digoxin เป็นยาในกลุ่มดิจิทาลิสไกลโคไซด์ (digitalis glycoside) สกัดมาจากพืชตระกูลดิจิทาลิส (foxglove) ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดมานานกว่า 200 ปี
ผลวิจัยนี้แปลว่าผู้ป่วยควรหยุดยาตัวอื่นแล้วหันมาใช้ digoxin แทนหรือไม่?
ไม่ใช่ นักวิจัยระบุชัดเจนว่า digoxin ขนาดต่ำเป็นการรักษา "เสริม" นอกเหนือจากยามาตรฐานที่ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวใช้อยู่แล้ว ไม่ใช่ยาทดแทน และการปรับหรือหยุดยาใดๆ ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พบยาแก้พิษงูในเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง แรงกว่ายาปัจจุบัน 10 เท่าต่างประเทศ
สังคม

พบยาแก้พิษงูในเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง แรงกว่ายาปัจจุบัน 10 เท่า

นักวิจัยพบว่าโปรตีนจากเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง เมื่อผสมกันหยุดพิษงูได้แรงกว่ายาแก้พิษปัจจุบัน 10 เท่าในห้องทดลอง ทีมวิจัยมีนักวิทยาศาสตร์ไทยร่วมด้วย

อ่านข่าว
กากาโป้ นกแก้วหนักที่สุดในโลก ประชากรทะลุ 300 ตัว ครั้งแรกในรอบ 75 ปีต่างประเทศ
สังคม

กากาโป้ นกแก้วหนักที่สุดในโลก ประชากรทะลุ 300 ตัว ครั้งแรกในรอบ 75 ปี

นิวซีแลนด์ประกาศประชากรกากาโป้แตะ 325 ตัว หลังฤดูผสมพันธุ์ปี 2026 ให้ลูกนกทำลายสถิติ 90 ตัว จากจุดเริ่มต้นที่เหลือเพียง 51 ตัวเมื่อปี 1995

อ่านข่าว
ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต บทเรียนระบบเตือนภัยต่างประเทศ
สังคม

ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต บทเรียนระบบเตือนภัย

ธารน้ำแข็งแตกที่ความสูง 5,200 เมตร ทำน้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต นักวิทยาศาสตร์ชี้เตือนล่วงหน้าได้ถ้ามีระบบเฝ้าระวัง

อ่านข่าว