ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ไม่มีผู้หญิงอายุ 20–24 ปีเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกในอังกฤษตลอด 5 ปีติดกัน

ช่วงปี 2020–2024 ไม่มีผู้หญิงอายุ 20–24 ปีแม้แต่รายเดียวเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกในอังกฤษ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแพทย์ที่บันทึกสถิตินี้ได้ ผลการศึกษาชิ้นสำคัญนี้ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 โดยทีมนักวิจัยจาก Queen Mary University of London ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Cancer Research UK และถือเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกที่พิสูจน์ว่าวัคซีน HPV ป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้จริงในระดับประชากร
ตัวเลขที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
ก่อนที่อังกฤษจะเริ่มโครงการฉีดวัคซีน HPV สำหรับเด็กหญิงในโรงเรียนเมื่อปี 2008 มีผู้หญิงอายุต่ำกว่า 30 ปีเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกราว 20 รายต่อปี แต่เมื่อรุ่นที่ฉีดวัคซีนในปีแรกๆ เติบโตเข้าสู่ช่วงอายุ 20 ปีต้นๆ ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็วจนถึงศูนย์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
กลุ่มที่ได้รับผลดีที่สุดคือผู้หญิงที่ฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 12–13 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงอายุ 20 ต้น และราว 90% ของผู้หญิงในกลุ่มอายุ 20–24 ปีในอังกฤษได้รับวัคซีนนี้ในวัยเรียน
สำหรับกลุ่มอายุที่มากขึ้นอย่าง 30–34 ปี ที่ฉีดวัคซีนแล้ว มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกน้อยกว่า 63% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีน เป็นสัญญาณว่าประโยชน์ของวัคซีนจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
โดยรวม นักวิจัยประมาณว่าโครงการฉีดวัคซีน HPV ของอังกฤษช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้แล้ว ประมาณ 200 ราย และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อกลุ่มผู้ฉีดวัคซีนมีอายุมากขึ้น

วัคซีน HPV คืออะไร และมะเร็งปากมดลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร
Human Papillomavirus (HPV) คือไวรัสที่ติดต่อทางสัมผัสที่พบได้บ่อยที่สุดชนิดหนึ่งในโลก มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 รับผิดชอบต่อมะเร็งปากมดลูกกว่า 70% ของทั้งหมด และยังเกี่ยวข้องกับมะเร็งอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งองคชาต
วัคซีน HPV ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะ Gardasil 9 ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งสูงถึง 9 สายพันธุ์ ซึ่งป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ราว ~90% ของทุกกรณี วัคซีนจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อให้ก่อนที่ร่างกายจะเคยสัมผัสเชื้อ จึงแนะนำให้ฉีดในช่วงวัยรุ่นตอนต้น
อังกฤษเริ่มโครงการในปี 2008 สำหรับเด็กหญิงอายุ 12–13 ปีในโรงเรียน และขยายครอบคลุมเด็กชายด้วยในปี 2019 ปัจจุบันมีผู้หญิงอายุ 20–24 ปีในอังกฤษฉีดวัคซีนนี้แล้วราว 90% — นี่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ครั้งนี้เป็นไปได้
ผลการศึกษาของ The Lancet: สิ่งที่ค้นพบ
ทีมวิจัยนำโดย ศาสตราจารย์ Peter Sasieni วิเคราะห์ข้อมูลทะเบียนการเสียชีวิตจากมะเร็งและข้อมูลการฉีดวัคซีนอย่างเป็นทางการของอังกฤษในช่วงปี 2001–2024 ครอบคลุมผู้หญิงอายุ 20–34 ปี นับเป็นการศึกษาระยะยาวที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเด็นนี้
| กลุ่มอายุ | ผลการศึกษา |
|---|---|
| 20–24 ปี | 0 ราย เสียชีวิตใน 5 ปี (2020–2024) |
| 30–34 ปี (ฉีดวัคซีน) | ความเสี่ยงเสียชีวิตต่ำกว่ากลุ่มไม่ฉีด 63% |
| ก่อนมีโครงการวัคซีน (<30 ปี) | ราว 20 รายเสียชีวิตต่อปี |
| จำนวนชีวิตที่ช่วยได้แล้ว | ประมาณ 200 ราย (จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง) |
| จำนวนที่ควรเสียชีวิตในกลุ่ม 20–24 (ถ้าไม่มีวัคซีน) | ประมาณ 23 ราย |

เสียงจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ
ศาสตราจารย์ Peter Sasieni หัวหน้าทีมวิจัยจาก Queen Mary University of London กล่าวว่า
"เป็นเรื่องน่าทึ่งมากที่การฉีดยาเพียงครั้งเดียวสามารถขจัดมะเร็งชนิดหนึ่งได้เกือบสมบูรณ์"
Michelle Mitchell ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cancer Research UK ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการวิจัยนี้ กล่าวเสริมว่า
"นี่คือก้าวสำคัญที่เหลือเชื่อ และเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในภารกิจของเราในการเอาชนะมะเร็ง"
ผลการวิจัยนี้มีความสำคัญเพราะก่อนหน้านี้หลักฐานส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นหลักฐานว่าวัคซีนลดการติดเชื้อและการเกิดเนื้องอกก่อนมะเร็ง แต่ยังขาดหลักฐานตรงที่พิสูจน์ว่าลดการเสียชีวิตได้ด้วย งานชิ้นนี้จึงปิดช่องว่างนั้นได้อย่างสมบูรณ์
ประเทศไทย: วิกฤตเงียบที่รอการแก้ไข
ในขณะที่อังกฤษเฉลิมฉลองชัยชนะทางสาธารณสุขครั้งนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับภาระโรคที่หนักกว่ามาก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในแต่ละปีผู้หญิงไทยกว่า 9,158 รายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก และในจำนวนนั้น 4,705 รายเสียชีวิต — เฉลี่ยราว 12–13 คนต่อวัน
กระทรวงสาธารณสุขไทยบรรจุวัคซีน HPV เข้าสู่แผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติตั้งแต่ปี 2560 (2017) ให้บริการฟรีแก่เด็กหญิงชั้น ป.5 (อายุ 11–12 ปี) ในโรงเรียนทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการนำการตรวจคัดกรองโดยการเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง (self-collection) มาใช้ตั้งแต่ปี 2566 (2023) สำหรับผู้หญิงอายุ 30–60 ปี ช่วยขยายการเข้าถึงในพื้นที่ห่างไกล
อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข อัตราการรับวัคซีนเข็มที่สองในไทยอยู่ที่เพียง 59.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 90% ขององค์การอนามัยโลก ผลการศึกษาจากอังกฤษคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในการโน้มน้าวผู้ปกครองและหน่วยงานสาธารณสุขว่าการลงทุนในการฉีดวัคซีนครบสองเข็มและขยายความครอบคลุมให้ถึง 90% จะช่วยชีวิตผู้หญิงไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ไทยตั้งเป้าสอดคล้องกับ WHO ในการบรรลุ เป้าหมาย 90-70-90 ภายในปี 2030 ได้แก่ ฉีดวัคซีนให้เด็กหญิง 90% ตรวจคัดกรองหญิงวัยเสี่ยง 70% และรักษาผู้ที่พบความผิดปกติ 90%

อนาคต: โลกไร้มะเร็งปากมดลูกเป็นไปได้จริง
ผลการศึกษาจาก The Lancet ฉบับนี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในอังกฤษ แต่ส่งสัญญาณสำคัญให้ทั่วโลกว่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกในการกำจัดมะเร็งปากมดลูกในฐานะปัญหาสาธารณสุขภายในศตวรรษนี้นั้นทำได้จริง
ระบบ NHS ของอังกฤษวางเป้าหมายขจัดมะเร็งปากมดลูกภายในปี 2040 อินเดียเพิ่งเริ่มแคมเปญฉีดวัคซีน HPV สำหรับเด็กหญิงถึง 11.5 ล้านคน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และแนวโน้มทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าวัคซีน HPV กำลังเป็นหนึ่งในเครื่องมือป้องกันมะเร็งที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์
สิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อ:
- เพิ่มความครอบคลุมการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะเข็มที่สองในไทยจาก 59.3% สู่เป้าหมาย 90%
- ขยายการตรวจคัดกรอง ให้ครอบคลุมผู้หญิงในชนบทและกลุ่มเปราะบาง
- สร้างความตระหนักรู้ ว่าวัคซีน HPV ไม่ใช่แค่ป้องกันการติดเชื้อ แต่คือการป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งที่พิสูจน์แล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นในอังกฤษสอนให้รู้ว่ายาป้องกันมะเร็งที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดชนิดหนึ่งในโลกไม่ใช่ยาแพงหรือเทคโนโลยีอนาคต แต่คือวัคซีนที่ฉีดให้เด็กสาวอายุ 12 ปีในห้องเรียนธรรมดาทั่วไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลาราว 15–20 ปีกว่าจะเห็นชัด แต่เมื่อเห็นแล้วมันเปลี่ยนประวัติศาสตร์
สำหรับนวัตกรรมทางการแพทย์ที่กำลังเปลี่ยนโลกเรื่องอื่น อ่านต่อได้ที่ เลนาคาพาเวียร์: วัคซีนป้องกัน HIV ที่ฉีดปีละสองครั้ง และ AI ช่วยคัดกรองวัณโรค ซึ่งเป็นอีกสองความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่น่าจับตาในปีนี้
แหล่งข่าว
- Cancer Research UK — New data shows the HPV vaccine is saving lives from cervical cancer
- Down to Earth — Cervical cancer deaths among young women in England fall to zero following HPV vaccination
- The Lancet — Cervical cancer mortality trends following HPV vaccination in England, 2001–24
- Queen Mary University of London — Cervical cancer deaths plummet to record low
- WHO — Eradicating cervical cancer in Thailand
คำถามที่พบบ่อย
- วัคซีน HPV ควรฉีดตอนอายุเท่าไหร่จึงได้ผลดีที่สุด?
- วัคซีน HPV ได้ผลดีที่สุดเมื่อฉีดก่อนสัมผัสเชื้อ HPV องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดในช่วงอายุ 9–14 ปี สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขให้บริการฟรีแก่เด็กหญิงชั้น ป.5 (อายุ 11–12 ปี) ในโรงเรียน
- วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 100% ไหม?
- ไม่ถึง 100% แต่วัคซีน Gardasil 9 ครอบคลุมสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งสูงสุดถึง 9 สายพันธุ์ ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ ~90% ของกรณีทั้งหมด ผู้ที่ฉีดแล้วยังควรตรวจคัดกรองสม่ำเสมอเพื่อตรวจจับความผิดปกติแต่เนิ่นๆ
- ประเทศไทยมีโครงการวัคซีน HPV หรือไม่?
- มีครับ กระทรวงสาธารณสุขบรรจุวัคซีน HPV ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติตั้งแต่ปี 2560 (2017) ให้บริการฟรีแก่เด็กหญิงชั้น ป.5 ทั่วประเทศ และมีการตรวจคัดกรองโดยเก็บตัวอย่างด้วยตนเองสำหรับผู้หญิงอายุ 30–60 ปีตั้งแต่ปี 2566 (2023)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยไทยปูพรม '30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว' ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ
โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ของ สปสช. ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทย คนไทยเดินเข้าร้านยา–คลินิก–แล็บที่ไหนก็ได้ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว พร้อมงบปี 2026 สูงเป็นประวัติการณ์
ต่างประเทศพบยาแก้พิษงูในเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง แรงกว่ายาปัจจุบัน 10 เท่า
นักวิจัยพบว่าโปรตีนจากเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง เมื่อผสมกันหยุดพิษงูได้แรงกว่ายาแก้พิษปัจจุบัน 10 เท่าในห้องทดลอง ทีมวิจัยมีนักวิทยาศาสตร์ไทยร่วมด้วย
ต่างประเทศกากาโป้ นกแก้วหนักที่สุดในโลก ประชากรทะลุ 300 ตัว ครั้งแรกในรอบ 75 ปี
นิวซีแลนด์ประกาศประชากรกากาโป้แตะ 325 ตัว หลังฤดูผสมพันธุ์ปี 2026 ให้ลูกนกทำลายสถิติ 90 ตัว จากจุดเริ่มต้นที่เหลือเพียง 51 ตัวเมื่อปี 1995