ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.
เทคโนโลยีต่างประเทศ

NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Roman ล่าความลับจักรวาล

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 14 นาที
แชร์บทความนี้
NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Roman ล่าความลับจักรวาล
Photo: Roman Space Telescope's spacecraft bus, by NASA/Chris Gunn — Public domain (Wikimedia Commons)

ชมเพิ่มเติม: “NASAs Roman Space Telescope: A New Perspective on the Cosmos” (Official Trailer) โดย NASA

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) กำหนดปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ขึ้นสู่อวกาศ ด้วยจรวด Falcon Heavy ของบริษัท SpaceX ในเวลา 07:26 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (ตรงกับประมาณ 18:26 น. ตามเวลาประเทศไทย) ของวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 จากฐานปล่อยจรวด LC-39A ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา หลัง NASA และ SpaceX ผ่านการตรวจสอบความพร้อมครั้งสุดท้ายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาและยืนยันว่าจรวด ยานอวกาศ และสภาพอากาศพร้อมสำหรับการปล่อย ปิดฉากโครงการพัฒนาที่ใช้เวลาเกือบสองทศวรรษและงบประมาณรวม 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

กล้องโทรทรรศน์ที่มองเห็นกว้างกว่าฮับเบิล 100 เท่า

Roman เป็นหอสังเกตการณ์อวกาศรุ่นใหม่ที่มีกระจกหลักขนาด 2.4 เมตร เท่ากับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แต่จุดต่างสำคัญคือมันมี มุมมองกว้างกว่าฮับเบิลอย่างน้อย 100 เท่า ทำให้ในการสำรวจครั้งเดียวสามารถบันทึกภาพท้องฟ้าบริเวณกว้างได้โดยไม่ต้องต่อภาพหลายพันครั้งแบบที่ฮับเบิลต้องทำ กล้องติดตั้งกล้องถ่ายภาพอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซล และส่งข้อมูลกลับโลกมากกว่า 1 เทราไบต์ต่อวัน — ปริมาณข้อมูลที่มากกว่าภารกิจกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นก่อนๆ อย่างมหาศาล

กระจกหลักของกล้องโทรทรรศน์ Roman ระหว่างการประกอบและทดสอบที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดของ NASA ภาพ: NASA/Chris Gunn — Public domain (Wikimedia Commons)

Julie McEnery หัวหน้านักวิทยาศาสตร์โครงการ Roman ที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดของ NASA กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ภารกิจนี้ "จะส่งผลกระทบต่อทุกแขนงของดาราศาสตร์" และการสำรวจของ Roman จะครอบคลุมกาแล็กซีมากกว่า 2 พันล้านแห่ง ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาว่าโครงสร้างต่างๆ ในเอกภพเติบโตและวิวัฒนาการมาอย่างไร

ภารกิจหลัก 3 ด้าน: พลังงานมืด สสารมืด และดาวเคราะห์นอกระบบ

Roman มีเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์หลักสามด้าน ได้แก่

  • พลังงานมืดและสสารมืด — วัดอัตราการขยายตัวของเอกภพตลอดประวัติศาสตร์ เพื่อไขปริศนาว่าเหตุใดเอกภพจึงขยายตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ
  • ดาวเคราะห์นอกระบบ — ใช้อุปกรณ์โคโรนากราฟ (coronagraph) บังแสงจากดาวฤกษ์เพื่อให้มองเห็นดาวเคราะห์รอบข้างได้ชัดขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าอุปกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างน้อย 100 เท่า ตามการระบุของ Asa Stahl บรรณาธิการวิทยาศาสตร์แห่ง The Planetary Society
  • การสำรวจเชิงสถิติขนาดใหญ่ — ทำแผนที่ระบบดาวเคราะห์นับพันในกาแล็กซีทางช้างเผือก และค้นหาปรากฏการณ์ที่หายากอย่างเป็นระบบ ซึ่ง McEnery อธิบายว่าจะช่วยให้นักดาราศาสตร์ "ค้นพบสิ่งที่แปลกประหลาด หายาก และผิดปกติ"

เส้นทางที่ไม่ราบรื่น: จากงบบานปลายสู่การถูกเสนอตัดงบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โครงการนี้เดิมมีชื่อว่า WFIRST เริ่มต้นด้วยงบประมาณประเมินไว้ที่ 1.6 พันล้านดอลลาร์และกำหนดปล่อยในปี 2563 แต่ความท้าทายทางเทคนิคของกระจกขนาด 2.4 เมตรและระบบโคโรนากราฟทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น จน NASA อนุมัติงบประมาณใหม่ที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 (รวมค่าปฏิบัติการ 5 ปี) และการระบาดของโควิด-19 ก็เพิ่มค่าใช้จ่ายอีกราว 400 ล้านดอลลาร์ ระหว่างทางโครงการนี้ยังถูกเสนอให้ตัดงบประมาณซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายปีงบประมาณ แต่รัฐสภาสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอเหล่านั้นทุกครั้งและคงงบประมาณเต็มจำนวนไว้จนโครงการแล้วเสร็จ

ที่น่าสังเกตคือ Roman มีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศเร็วกว่ากำหนดการความพร้อมอย่างเป็นทางการที่วางไว้ในเดือนพฤษภาคม 2570 ถึง 9 เดือน ซึ่ง Shawn Domagal-Goldman เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ NASA ยกย่องทีมงานว่าสามารถส่งมอบภารกิจได้ "เร็วกว่ากำหนดถึง 9 เดือน" ทั้งที่เป็นภารกิจที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง

ผู้หญิงเบื้องหลังชื่อกล้องโทรทรรศน์

ภาพถ่ายของ Nancy Grace Roman ถือแบบจำลองดาวเทียมในยุคที่เธอเป็นหัวหน้านักดาราศาสตร์ของ NASA ภาพ: NASA — สาธารณสมบัติ (Wikimedia Commons)

กล้องนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Nancy Grace Roman (พ.ศ. 2468–2561) หัวหน้านักดาราศาสตร์หญิงคนแรกของ NASA ผู้ก่อตั้งโครงการดาราศาสตร์อวกาศของ NASA ขึ้นในปี 2502 เพียงหนึ่งปีหลังก่อตั้งองค์กร และในปี 2504 เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงในองค์กร ระหว่างทศวรรษ 2500 เธอเป็นผู้ผลักดันให้เกิดคณะกรรมการนักดาราศาสตร์และวิศวกรเพื่อออกแบบกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทรงพลังที่สุดในยุคนั้น และโน้มน้าวให้ NASA และรัฐสภาสหรัฐฯ เห็นความสำคัญของโครงการดังกล่าว จนกลายเป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในเวลาต่อมา — Ed Weiler อดีตหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของฮับเบิล เคยเรียกเธอว่า "มารดาแห่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล"

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

แคปซูลบรรจุยาน Roman ระหว่างเคลื่อนย้ายผ่านอาคารประกอบยานอวกาศ (VAB) ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี ก่อนนำไปติดตั้งกับจรวด Falcon Heavy ภาพ: NASA/Sydney Rohde — สาธารณสมบัติ (Wikimedia Commons)

หลังแยกตัวจากจรวด Falcon Heavy ยาน Roman จะกางแผงโซลาร์เซลล์และแผงกันแสงอาทิตย์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก ก่อนใช้เวลาราว 100 วันเดินทางไปยัง จุดลากรานจ์ที่ 2 (L2) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตรในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ — ตำแหน่งเดียวกับที่กล้องเจมส์ เว็บบ์ปฏิบัติภารกิจอยู่ในปัจจุบัน จากนั้นทีมงานจะทดสอบและปรับเทียบอุปกรณ์ทั้งหมดก่อนเริ่มปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เต็มรูปแบบ ภารกิจหลักมีกำหนดดำเนินการ 5 ปี และมีศักยภาพขยายเวลาออกไปได้อีก 5 ปีหากอุปกรณ์ยังทำงานได้ดี

หากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยหรือเกิดความล่าช้าทางเทคนิคในวันที่ 30 สิงหาคม ทีมงานได้เตรียมช่วงเวลาสำรองไว้ในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม เวลา 07:22 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนไทย

แม้ Roman จะเป็นภารกิจของ NASA แต่ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ได้จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะให้นักวิจัยทั่วโลกใช้งานได้ รวมถึงนักดาราศาสตร์และนักเรียนไทยที่สนใจงานวิจัยด้านจักรวาลวิทยา สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวด้านอวกาศของไทยเองที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมวิจัย TSC-1 ฝีมือคนไทย หรือการที่นักเรียนไทยคว้าเหรียญเงินโอลิมปิกชีววิทยาระดับโลก ภารกิจระดับโลกเช่นนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยที่สนใจสายวิทยาศาสตร์และอวกาศได้เห็นว่าความรู้พื้นฐานที่เรียนในห้องเรียนสามารถนำไปสู่การไขปริศนาระดับจักรวาลได้จริง

ข้อมูล ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2569: ภารกิจดำเนินไปตามกำหนดการปล่อยที่วางไว้ หากมีการเลื่อนกำหนดเนื่องจากสภาพอากาศหรือเหตุทางเทคนิค ช่วงเวลาสำรองคือเช้าวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ผู้ที่สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสดและความคืบหน้าล่าสุดได้ผ่านเว็บไซต์ทางการของ NASA

แหล่งข่าวและข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ด้านล่าง

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Roman ต่างจากกล้องฮับเบิลและเจมส์ เว็บบ์อย่างไร?
Roman มีกระจกหลักขนาดเท่ากล้องฮับเบิล (2.4 เมตร) แต่มีมุมมองกว้างกว่าฮับเบิลอย่างน้อย 100 เท่า ทำให้สำรวจท้องฟ้าบริเวณกว้างได้เร็วกว่ามาก ต่างจากเจมส์ เว็บบ์ที่เน้นถ่ายภาพวัตถุเฉพาะจุดด้วยความละเอียดสูงมาก Roman จึงเหมาะกับงานสำรวจเชิงสถิติขนาดใหญ่ เช่น การทำแผนที่กาแล็กซีนับพันล้านแห่งและตามหาดาวเคราะห์นอกระบบจำนวนมาก
พลังงานมืดคืออะไร และทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงอยากศึกษา?
พลังงานมืดเป็นพลังลึกลับที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุให้เอกภพขยายตัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็คิดเป็นสัดส่วนถึงราวร้อยละ 68 ของพลังงานทั้งหมดในเอกภพ การเข้าใจพลังงานมืดจะช่วยไขปริศนาว่าเอกภพเกิดขึ้นอย่างไรและจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิจัยสร้าง 'คู่โฟตอนพันกันควอนตัม' จากแสงแดดได้สำเร็จเป็นครั้งแรกต่างประเทศ
เทคโนโลยี

นักวิจัยสร้าง 'คู่โฟตอนพันกันควอนตัม' จากแสงแดดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออตตาวาและสถาบันมักซ์พลังค์ ใช้แสงแดดสร้างคู่โฟตอนพันกันเชิงควอนตัมได้สำเร็จ แม่นยำ 94% เปิดทางเทคโนโลยีควอนตัมประหยัดพลังงาน

อ่านข่าว
ประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์ต่างประเทศ
เทคโนโลยี

ประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์

สหประชาชาติเปิดเวทีกำกับ AI ระดับโลกครั้งแรกที่เจนีวา 6–7 กรกฎาคม 2569 คณะนักวิทยาศาสตร์ 40 คนเตือนยังไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์

อ่านข่าว
ยาน 'เทียนเวิน-2' ของจีนถึง 'ดวงจันทร์เสมือน' ของโลกแล้ว — เตรียมเก็บตัวอย่างดาวที่อาจเป็นชิ้นส่วนจากดวงจันทร์ต่างประเทศ
เทคโนโลยี

ยาน 'เทียนเวิน-2' ของจีนถึง 'ดวงจันทร์เสมือน' ของโลกแล้ว — เตรียมเก็บตัวอย่างดาวที่อาจเป็นชิ้นส่วนจากดวงจันทร์

ยาน Tianwen-2 ของจีนเข้าสู่วงโคจรดาวเคราะห์น้อย Kamoʻoalewa สำเร็จ 7 มิ.ย. 2026 เตรียมเข้าใกล้ 20 กม. วันที่ 4 ก.ค. — ดาวนี้อาจเป็นชิ้นส่วนจากดวงจันทร์

อ่านข่าว