นักวิจัยสร้าง 'คู่โฟตอนพันกันควอนตัม' จากแสงแดดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

ทีมนักวิจัยนานาชาติจากมหาวิทยาลัยออตตาวา (University of Ottawa) ในแคนาดา และสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อวิทยาศาสตร์แห่งแสง (Max Planck Institute for the Science of Light) ในเยอรมนี ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ: การสร้างคู่โฟตอนที่ "พันกันเชิงควอนตัม" (quantum entanglement) จากแสงแดดธรรมชาติโดยตรงเป็นครั้งแรก แทนที่จะต้องพึ่งเลเซอร์อย่างที่วงการฟิสิกส์ควอนตัมทำกันมาตลอดหลายสิบปี ผลการทดลองตีพิมพ์ในวารสาร Optica เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสื่อวิทยาศาสตร์นานาชาติ
การพันกันเชิงควอนตัมคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
การพันกันเชิงควอนตัมเป็นปรากฏการณ์ที่ไอน์สไตน์เคยเรียกว่า "ปฏิบัติการลี้ลับในระยะไกล" (spooky action at a distance) — เมื่ออนุภาคสองตัว เช่น โฟตอน (อนุภาคของแสง) ถูกทำให้มีสถานะเชื่อมโยงกันแบบพิเศษ การวัดคุณสมบัติของอนุภาคหนึ่งจะบอกผลลัพธ์ของอีกอนุภาคได้ทันที แม้จะอยู่ห่างกันคนละที่ ปรากฏการณ์นี้เป็นรากฐานของเทคโนโลยีควอนตัมยุคใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารหัสลับที่ปลอดภัยระดับสูงสุด (quantum key distribution) การวัดที่แม่นยำเกินขีดจำกัดของฟิสิกส์คลาสสิก และการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ควอนตัม
โดยปกติ นักวิทยาศาสตร์สร้างคู่โฟตอนพันกันด้วยกระบวนการที่เรียกว่า spontaneous parametric down-conversion (SPDC) — ยิงแสงเลเซอร์ (ซึ่งมีความเป็นระเบียบสูงทั้งในเชิงพื้นที่และเวลา หรือที่เรียกว่า coherent) ผ่านผลึกที่ไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear crystal) ทำให้โฟตอนหนึ่งตัวแตกตัวเป็นโฟตอนคู่ที่พันกัน วิธีนี้ใช้กันมาตลอด เพราะเชื่อกันว่าต้องใช้แสงที่มีความเป็นระเบียบสูงเท่านั้นจึงจะทำให้เกิดการพันกันได้อย่างมีคุณภาพเพียงพอ
จากแสงแดดกระจัดกระจาย สู่คู่โฟตอนพันกัน
จุดที่ทำให้งานวิจัยนี้พลิกความเข้าใจเดิมคือ ทีมของ Robert Boyd นักฟิสิกส์ผู้ดำรงตำแหน่ง Canada Excellence Research Chair ด้าน Quantum Nonlinear Optics ที่มหาวิทยาลัยออตตาวา ได้พัฒนาแนวคิดทางทฤษฎีที่ชี้ว่า แสงที่ไม่เป็นระเบียบ (incoherent) อย่างแสงแดด ก็สามารถผลิตการพันกันเชิงควอนตัมได้เช่นกัน ซึ่งขัดกับสมมติฐานเดิมของวงการที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้
ภาพประกอบ: ตัวอย่างอุปกรณ์รวมแสงแดดด้วยเลนส์เฟรสเนล — หลักการเดียวกับตัวรวมแสงที่ทีมมักซ์พลังค์พัฒนาขึ้นสำหรับการทดลองนี้ — ภาพโดย SuSanA Secretariat, CC BY 2.0 (Wikimedia Commons)
Cheng Li นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออตตาวาและผู้เขียนหลักของงานวิจัย เล่าถึงความท้าทายในการโน้มน้าววงการว่า "นักวิจัยชั้นนำระดับโลกในสาขานี้บางคนถึงกับตั้งคำถามว่า จะสามารถตรวจจับโฟตอนจากกระบวนการทางแสงที่ไม่เป็นเชิงเส้นซึ่งขับเคลื่อนด้วยแสงแดดได้เลยหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงโฟตอนที่พันกัน" คำพูดนี้สะท้อนว่าก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครเชื่อว่าแนวคิดนี้จะทำได้จริงในทางปฏิบัติ
หัวใจสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นจริงได้ คือ ตัวรวมแสงแดดทรงกรวยที่ทำจากแก้วทั้งชิ้น (all-glass solar concentrator) ซึ่งพัฒนาโดยทีมของ Hanieh Fattahi แห่งสถาบันมักซ์พลังค์เพื่อวิทยาศาสตร์แห่งแสง เมืองแอร์ลังเงิน ประเทศเยอรมนี อุปกรณ์นี้ใช้เลนส์เฟรสเนล (Fresnel lens) ขนาดพอ ๆ กับหน้าต่างบ้านทั่วไป รวมแสงแดดให้โฟกัสลงไปยังเส้นใยแก้วนำแสงที่มีขนาดเล็กเพียงเท่าเส้นผมมนุษย์ ก่อนจะยิงลำแสงที่เข้มข้นนี้เข้าสู่ผลึกที่ไม่เป็นเชิงเส้นขนาดเพียงมิลลิเมตรเดียว ทีมวิจัยทำการทดลองกลางแจ้งจริง โดยรวบรวมแสงแดดจากพื้นที่ราว 1.4 ตารางเมตร เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ
ผลลัพธ์: แม่นยำ 94% และผ่านการพิสูจน์ด้วยอสมการเบลล์
ผลการทดลองที่ได้สร้างความประหลาดใจให้วงการไม่น้อย: คู่โฟตอนที่ผลิตจากแสงแดดมีความแม่นยำ (fidelity) สูงถึงราว 94% เมื่อเทียบกับสถานะพันกันแบบสมบูรณ์ในทางทฤษฎี และที่สำคัญกว่านั้น ผลการวัดยัง ละเมิดอสมการเบลล์ (Bell's inequality) ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการทดสอบมาตรฐานทางฟิสิกส์ที่ใช้แยกแยะว่าปรากฏการณ์ที่สังเกตได้เป็น "การพันกันเชิงควอนตัมจริง" หรือเป็นเพียงความสัมพันธ์แบบฟิสิกส์คลาสสิกทั่วไป การละเมิดอสมการนี้จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่า สิ่งที่ทีมวิจัยสร้างขึ้นคือการพันกันเชิงควอนตัมของแท้ ไม่ใช่เพียงความบังเอิญทางสถิติ
ภาพประกอบ: แผนภาพหลักการทดสอบอสมการเบลล์ (Bell test) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่นักฟิสิกส์ใช้พิสูจน์ว่าอนุภาคสองตัวพันกันเชิงควอนตัมจริง ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์แบบคลาสสิก — ภาพจาก Wikimedia Commons
เมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิมที่ใช้เลเซอร์ นักวิจัยระบุว่าคุณภาพของคู่โฟตอนพันกันจากแสงแดดอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หากคิดคำนวณโดยปรับตามความกว้างของแถบความถี่ (bandwidth) ที่ต่างกัน — เพราะแสงแดดโดยธรรมชาติมีสเปกตรัมกว้างกว่าและไม่เป็นระเบียบเท่าแสงเลเซอร์มาก ยิ่งตอกย้ำว่าความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่ออนาคตเทคโนโลยีควอนตัม
Cheng Li อธิบายความสำคัญของงานวิจัยว่า "การพันกันเชิงควอนตัมเป็นหัวใจสำคัญของการใช้งานหลายด้าน เช่น การสื่อสารที่ปลอดภัย การตรวจวัดที่แม่นยำสูง และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง" และเสริมว่า "งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าแหล่งแสงธรรมชาติที่มีอยู่มากมายสามารถนำมาใช้สร้างการพันกันเชิงควอนตัมได้ เปิดความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีควอนตัมที่ประหยัดพลังงานและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น"
ข้อได้เปรียบสำคัญของแนวทางนี้คือการตัดขั้นตอนการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงเลเซอร์ออกไปทั้งหมด ซึ่งปกติเป็นส่วนที่กินพลังงานมากและต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อน เมื่อไม่ต้องพึ่งเลเซอร์ อุปกรณ์ผลิตแสงควอนตัมก็มีโอกาสมีขนาดเล็กลง เบาลง และราคาถูกลง ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด เช่น ดาวเทียม ยานอวกาศสำรวจดาวเคราะห์ หรือแม้แต่พื้นที่ห่างไกลอย่างขั้วโลก
ภาพ: สถาบันมักซ์พลังค์เพื่อวิทยาศาสตร์แห่งแสง เมืองแอร์ลังเงิน เยอรมนี ที่ตั้งของทีมวิจัยผู้พัฒนาตัวรวมแสงแดดสำหรับการทดลองนี้ — ภาพจาก Wikimedia Commons
Cheng Li ยกตัวอย่างการใช้งานในอนาคตว่า "เทคโนโลยีนี้อาจทำให้ดาวเทียมสามารถสร้างกุญแจเข้ารหัสลับที่ปลอดภัย โดยใช้แสงแดดที่มีอยู่แล้วอย่างเหลือเฟือในอวกาศ ลดความจำเป็นที่ต้องพึ่งเลเซอร์บนตัวดาวเทียม" นั่นหมายความว่าดาวเทียมสื่อสารควอนตัมในอนาคตอาจไม่ต้องแบกอุปกรณ์เลเซอร์ที่หนักและกินไฟ แต่ใช้แผงรับแสงอาทิตย์ที่มีอยู่แล้วเป็นแหล่งกำเนิดคู่โฟตอนพันกันไปพร้อมกัน
ก้าวต่อไปของงานวิจัย
ทีมวิจัยระบุว่าเป้าหมายต่อไปคือการพัฒนาความสว่างและคุณภาพของการพันกันให้สูงขึ้นอีก เพื่อไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงในภาคสนาม (field-deployable) นอกจากนี้ยังมีแผนขยายแนวคิดไปสู่กระบวนการทางแสงที่ไม่เป็นเชิงเส้นแบบอื่น เช่น four-wave mixing ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดแหล่งกำเนิดแสงควอนตัมจากธรรมชาติในรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มเติม
ความหมายต่อไทย: ดาวเทียมและเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโต
แม้งานวิจัยนี้จะยังอยู่ในขั้นห้องปฏิบัติการ แต่ทิศทางของเทคโนโลยีควอนตัมประหยัดพลังงานมีความเกี่ยวข้องกับไทยไม่น้อย ไทยเองกำลังพัฒนาดาวเทียมวิจัยฝีมือคนไทยอย่าง TSC-1 ที่มีกำหนดส่งขึ้นวงโคจรในปี 2027 (อ่านเพิ่มเติม: ดาวเทียม TSC-1 ฝีมือคนไทย) ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์มูลค่ามหาศาลที่กำลังไหลเข้าประเทศ ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมต่างต้องพึ่งพาความปลอดภัยทางไซเบอร์และการสื่อสารข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นพื้นฐานสำคัญ
เทคโนโลยีการเข้ารหัสลับเชิงควอนตัมที่ใช้พลังงานน้อยลงและต้นทุนถูกลง หากพัฒนาสำเร็จในระยะยาว อาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ประเทศกำลังพัฒนาด้านเทคโนโลยีอวกาศและดิจิทัลอย่างไทยสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในอนาคต แม้ในวันนี้ยังเป็นเพียงงานวิจัยขั้นต้นที่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้งานจริง เช่นเดียวกับที่โมเดล AI ล่าสุดของ OpenAI ก็เพิ่งสร้างความฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์เมื่อต้นเดือนนี้ (อ่านเพิ่มเติม: OpenAI เปิดตัว Astra แก้โจทย์คณิตศาสตร์ค้างคาใจ) สะท้อนว่าปี 2569 เป็นปีที่เทคโนโลยีขั้นสูงหลายแขนงกำลังก้าวกระโดดพร้อมกัน
แหล่งข่าว
- Optica — Researchers generate quantum entanglement using sunlight
- University of Ottawa, Faculty of Science — Quantum entanglement generated by sunlight for the first time
- Phys.org — Sunlight-powered setup generates quantum entanglement
- ScienceDaily — Sunlight creates quantum entanglement once thought to require lasers
คำถามที่พบบ่อย
- การพันกันเชิงควอนตัม (quantum entanglement) คืออะไร?
- เป็นปรากฏการณ์ที่อนุภาคสองตัว เช่น โฟตอนคู่หนึ่ง มีสถานะเชื่อมโยงกันแบบพิเศษ จนการวัดอนุภาคหนึ่งบอกผลของอีกอนุภาคได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหน เป็นหัวใจของเทคโนโลยีเข้ารหัสลับควอนตัม คอมพิวเตอร์ควอนตัม และการวัดที่แม่นยำสูง
- ทำไมการใช้แสงแดดแทนเลเซอร์ถึงเป็นเรื่องใหญ่?
- เพราะแสงแดดไม่ต้องใช้ไฟฟ้าแปลงเป็นแสงเลเซอร์ ทำให้อุปกรณ์ที่สร้างคู่โฟตอนพันกันมีขนาดเล็กลง ใช้พลังงานน้อยลง และอาจติดตั้งได้ในที่ที่ทรัพยากรจำกัด เช่น ดาวเทียม ยานอวกาศ หรือพื้นที่ห่างไกลอย่างขั้วโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต่างประเทศStanford จับภาพ "การกระโดดควอนตัมของเสียง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ทีมฟิสิกส์ Stanford สังเกตการกระโดดควอนตัม (quantum jump) ของ "โฟนอน" หน่วยเสียงที่เล็กที่สุด ได้แบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรก เปิดทางแก้ error คอมพิวเตอร์ควอนตัมด้วยเสียง
ต่างประเทศNASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Roman ล่าความลับจักรวาล
NASA กำหนดปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman มูลค่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ ด้วยจรวด Falcon Heavy เช้าวันที่ 30 ส.ค. 2569 เพื่อไขปริศนาพลังงานมืดและตามหาดาวเคราะห์นอกระบบ
ต่างประเทศประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์
สหประชาชาติเปิดเวทีกำกับ AI ระดับโลกครั้งแรกที่เจนีวา 6–7 กรกฎาคม 2569 คณะนักวิทยาศาสตร์ 40 คนเตือนยังไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์