ประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 — เวทีกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์เปิดฉากขึ้นที่กรุงเจนีวา สมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ชาติรวมตัวกัน ณ ศูนย์ประชุม Palexpo พร้อมภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อถกปัญหาที่เร่งด่วนที่สุดในยุคดิจิทัล: จะกำกับดูแล AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกให้เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติจริงได้อย่างไร
เปิดเวทีประวัติศาสตร์: 193 ชาติร่วมกำหนดอนาคต AI
"Global Dialogue on AI Governance" คือเวทีระหว่างรัฐบาลแห่งแรกที่ได้รับการจัดตั้งโดยมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (Resolution A/RES/79/325) ดำเนินการโดยความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน UN ได้แก่ ITU, UNESCO, ODET และ OESG สิ่งที่ทำให้เวทีนี้แตกต่างจากการประชุม AI ก่อนหน้าทั้งหมดคือ: ทุกประเทศมีเสียงเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีน หรือชาติกำลังพัฒนาที่เล็กที่สุดในโลก
เวทีนี้จัดขึ้นสองวัน (6–7 กรกฎาคม) ที่เจนีวา และจะมีครั้งที่สองตามมาที่นิวยอร์กในเดือนพฤษภาคม 2570 เป้าหมายหลักคือการนำผลการประเมินทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ AI เสนอต่อรัฐบาลทั้ง 193 ชาติพร้อมกัน เพื่อวางรากฐานสำหรับกรอบการกำกับที่มีความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างแท้จริง
เลขาธิการ UN อันโตนิโอ กูเตอร์เรส กล่าวชัดเจนว่า "โลกไม่สามารถกำกับในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ ยิ่ง AI พัฒนาโดยปราศจากกฎร่วม รัฐบาลและประชาชนก็ยิ่งมีอำนาจในการกำหนดผลลัพธ์น้อยลง อย่ารอ"
คณะนักวิทยาศาสตร์เผย: ยังไม่มีหลักประกันว่า AI จะเชื่อฟัง

ห้าวันก่อนเปิดประชุม คณะผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์นานาชาติอิสระว่าด้วย AI ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ 40 คนจาก 37 ประเทศ ได้เผยแพร่รายงานประเมินเบื้องต้นฉบับแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 คณะผู้เชี่ยวชาญนำโดยสองบุคคลสำคัญ: โยชัว เบนจิโอ (Yoshua Bengio) นักวิจัย AI รางวัล Turing Award และ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) นักข่าวรางวัลโนเบลสันติภาพจากฟิลิปปินส์
ข้อค้นพบสำคัญที่สุด: "ปัจจุบันไม่มีหลักประกันทางเทคนิคว่า AI ขั้นสูงที่สุดจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์"
เบนจิโอระบุว่า "ในห้องทดลองมีหลักฐานชัดเจนถึงพฤติกรรมหลอกลวงของ AI บางระบบตรวจสอบได้ว่ากำลังถูกทดสอบและปรับตัวให้ดูปลอดภัยในขณะนั้น บางระบบแสดงสัญญาณพยายามหลีกเลี่ยงการปิดระบบ และเมื่อขีดความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า AI จะไม่ก่อความเสียหายร้ายแรง"
รายงานยังบันทึกความเสียหายที่เป็นรูปธรรมของ AI ในปัจจุบัน ได้แก่ พฤติกรรม "AI เยินยอผู้ใช้" (sycophantic AI) ที่ตอบในสิ่งที่ผู้ใช้อยากได้ยินโดยไม่คำนึงถึงความจริง ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางสุขภาพจิตร้ายแรงรวมถึงการเสียชีวิตที่มีการบันทึกไว้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI สร้างสื่อล่วงละเมิดทางเพศเด็ก การโจมตีไซเบอร์ด้วย AI และการแพร่ข้อมูลเท็จ
อำนาจ AI กระจุกอยู่มือใครบ้าง?

รายงานเผยตัวเลขที่ฉายให้เห็นความไม่สมดุลของอำนาจ AI อย่างชัดเจน:
- สหรัฐฯ ครองพลังประมวลผล AI ถึง 75% ของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI 500 อันดับแรกของโลก จีนตามมาที่ 15% และส่วนที่เหลือของโลกรวมกันมีเพียง 10%
- 91% ของโมเดล AI ชั้นนำมาจากภาคเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลหรือสถาบันสาธารณะ
- สหรัฐฯ มีโมเดล AI แนวหน้า 59 โมเดล จีน 35 และประเทศอื่นทั้งโลกรวมกันมีเพียง 13
- 118 ประเทศ (ส่วนใหญ่เป็นโลกใต้) ขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในเวทีกำกับ AI ที่สำคัญ
- AI ที่มีอยู่ในปัจจุบันฝึกฝนบนเพียงเศษเสี้ยวของ 7,000 กว่าภาษา ที่มนุษย์ใช้งานจริง
ในทางตรงกันข้าม มีผู้ใช้ AI เชิงสนทนา (conversational AI) ทั่วโลก กว่า 1 พันล้านคนต่อสัปดาห์ ChatGPT ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเข้าถึง 100 ล้านผู้ใช้ เทียบกับอินเทอร์เน็ตที่ใช้เวลากว่า 15 ปี และขีดความสามารถของ AI ตัวแทน (AI agent) เพิ่มเท่าตัวทุก 4–7 เดือน ความไม่สมดุลระหว่างความเร็วในการแพร่กระจาย AI กับการกระจุกตัวของอำนาจในการกำหนดทิศทาง AI คือหัวใจของวิกฤตที่เวทีเจนีวาพยายามแก้ไข
ผลกระทบต่อไทยและอาเซียน

ภูมิภาคอาเซียนไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ห่างไกล — AI คาดว่าจะผลักดัน GDP ของภูมิภาคเพิ่มขึ้น 10–18% หรือราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 และดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2567 เพียงปีเดียว
ไทยมีบทบาทนำในอาเซียนด้านจริยธรรม AI: เมื่อปีที่แล้ว ไทยเป็นเจ้าภาพ UNESCO's 3rd Global Forum on the Ethics of AI ที่กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วม 2,770 คนจาก 90 ประเทศและรัฐมนตรีกว่า 30 คน ปัจจุบันไทยอยู่ใน 7 ชาติอาเซียนที่ UNESCO สนับสนุนด้านการนำแผนจริยธรรม AI ไปปฏิบัติจริง ควบคู่กับกัมพูชา ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
แต่ข้อกังวลของเวทีเจนีวายังสะท้อนถึงความเปราะบางของไทยด้วย: ระบบ AI ชั้นนำส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อภาษาไทยโดยตรง ผู้ใช้ไทยพึ่งพาระบบที่สร้างโดยบริษัทต่างประเทศซึ่งไทยแทบไม่มีอำนาจตรวจสอบหรือกำกับดูแล เรสซากล่าวว่า "เทคโนโลยีนี้กำลังฉีกพื้นที่ข้อมูลของเราออกจากกัน เมื่อมันเต็มไปด้วยความกลัว ความโกรธ และความเกลียดชัง มันแพร่กระจายได้เหมือนไวรัส"
สำหรับไทยและอาเซียน การมีเวทีที่ทุกชาติมีเสียงเท่ากันเช่นนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันให้ AI ที่ถูกพัฒนาและปรับใช้ในภูมิภาคมีความรับผิดชอบและครอบคลุมมากขึ้น อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง: ธรรมศาสตร์ติดอันดับ 1 โลก ด้านธรรมาภิบาลและสันติภาพ
ก้าวต่อไปจากเจนีวา
เวทีเจนีวาครั้งนี้ไม่ใช่การประชุมสุดยอดที่ออกสนธิสัญญาที่มีผลผูกพัน แต่เป็น เวทีปรึกษาหารือ ที่ออกแบบให้รัฐบาลทุกชาติเข้าใจสถานการณ์ AI จากข้อมูลวิทยาศาสตร์ชุดเดียวกัน และเริ่มวางรากฐานสำหรับกรอบกำกับดูแลร่วมระหว่างประเทศ
เรสซาเน้นย้ำว่า "ไม่มีประเทศใดสามารถจัดการกับเทคโนโลยีนี้ได้ด้วยตัวเองแต่เพียงลำพัง มันต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบพหุภาคี" ขณะที่กูเตอร์เรสกล่าวว่า "โอกาสนั้นมีอยู่จริง ความท้าทายก็มีอยู่จริง ไม่มีประเทศใดรับมือได้คนเดียว"
ข้อเรียกร้องที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ย้ำมากที่สุด: AI ไม่ใช่เทคโนโลยีธรรมดาที่จะกำกับดูแลหลังพัฒนาเต็มที่แล้วได้ มันส่งผลต่อโครงสร้างสังคม ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความมั่นคงของโลก ต้องกำกับตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ความสมดุลอำนาจจะแข็งตัวถาวร
การประชุมครั้งที่สองจะจัดขึ้นที่ นิวยอร์ก เดือนพฤษภาคม 2570 คาดว่าจะเริ่มก่อร่างกรอบการกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ข้อมูล ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569
แหล่งข่าว
คำถามที่พบบ่อย
- UN Global Dialogue on AI Governance คืออะไร?
- เป็นเวทีระหว่างรัฐบาลครั้งแรกที่ได้รับอนุมัติจากสมัชชาใหญ่แห่ง UN เปิดให้ 193 ชาติสมาชิกพร้อมภาคเอกชนและวิชาการมีเสียงในการกำหนดกรอบกำกับ AI ระดับโลก ครั้งแรกจัดที่เจนีวา 6–7 กรกฎาคม 2569 และครั้งที่สองที่นิวยอร์ก พฤษภาคม 2570
- ทำไม UN จึงบอกว่า AI ยังไม่ปลอดภัย?
- คณะนักวิทยาศาสตร์ 40 คนที่ UN แต่งตั้งพบว่า AI ขั้นสูงบางระบบในห้องทดลองแสดงพฤติกรรมหลอกลวงและพยายามหลีกเลี่ยงการปิดระบบ ทำให้ยืนยันไม่ได้ว่าระบบที่ทรงพลังจะทำตามคำสั่งมนุษย์เสมอไป นอกจากนี้ยังพบว่า AI เยินยอผู้ใช้จนเชื่อมโยงกับเหตุสุขภาพจิตร้ายแรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต่างประเทศStanford จับภาพ "การกระโดดควอนตัมของเสียง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ทีมฟิสิกส์ Stanford สังเกตการกระโดดควอนตัม (quantum jump) ของ "โฟนอน" หน่วยเสียงที่เล็กที่สุด ได้แบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรก เปิดทางแก้ error คอมพิวเตอร์ควอนตัมด้วยเสียง
ต่างประเทศNASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Roman ล่าความลับจักรวาล
NASA กำหนดปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman มูลค่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ ด้วยจรวด Falcon Heavy เช้าวันที่ 30 ส.ค. 2569 เพื่อไขปริศนาพลังงานมืดและตามหาดาวเคราะห์นอกระบบ
ต่างประเทศนักวิจัยสร้าง 'คู่โฟตอนพันกันควอนตัม' จากแสงแดดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออตตาวาและสถาบันมักซ์พลังค์ ใช้แสงแดดสร้างคู่โฟตอนพันกันเชิงควอนตัมได้สำเร็จ แม่นยำ 94% เปิดทางเทคโนโลยีควอนตัมประหยัดพลังงาน