ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.

Stanford จับภาพ "การกระโดดควอนตัมของเสียง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ต่างประเทศโดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 15 นาที
แชร์บทความนี้
Stanford จับภาพ "การกระโดดควอนตัมของเสียง" ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ภาพ: Stanford Oval by King of Hearts — CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons

ทีมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Stanford ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์: การสังเกต "การกระโดดควอนตัม" (quantum jump) ของเสียงแบบเรียลไทม์ได้เป็นครั้งแรก — ปรากฏการณ์ที่นักฟิสิกส์ทำนายไว้ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ไม่เคยมีใครจับภาพได้ในหน่วยเสียงมาก่อน ผลการวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 17 กันยายน 2569 และได้รับความสนใจจากสื่อวิทยาศาสตร์นานาชาติอย่างกว้างขวางในสัปดาห์ที่ผ่านมา

การกระโดดควอนตัมคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

ในโลกควอนตัม พลังงานไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องแบบที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน แต่เปลี่ยน "กระโดด" จากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่งทันที โดยไม่ผ่านค่าระหว่างกลางใด ๆ เลย แนวคิดนี้ถูกเสนอครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1900 และกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของกลศาสตร์ควอนตัม แต่การพิสูจน์ด้วยการทดลองจริงต้องรอจนถึงปี 1986 ที่นักฟิสิกส์เห็นการกระโดดควอนตัมในไอออนที่ถูกกักไว้ในกับดักแม่เหล็กไฟฟ้า และปี 2007 ที่เห็นในโฟตอน (อนุภาคของแสง)

สิ่งที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนคือการกระโดดควอนตัมของ "โฟนอน" (phonon) — หน่วยพลังงานที่เล็กที่สุดของเสียงหรือการสั่นสะเทือน ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวประสานกันของอะตอมจำนวนมากในวัสดุ เทียบได้กับที่โฟตอนเป็นหน่วยเล็กที่สุดของแสง ทีมของ Stanford ปิดช่องว่างสุดท้ายนี้ได้สำเร็จ

ส้อมเสียงจิ๋วระดับควอนตัม — หัวใจของการทดลอง

ส้อมเสียงจริงเทียบกับเหรียญ 1 ยูโร แสดงหลักการเดียวกับตัวสั่นพ้องจิ๋วระดับควอนตัมที่ทีม Stanford ใช้ในการทดลอง ภาพประกอบ: ส้อมเสียง — หลักการเดียวกับตัวสั่นพ้องจิ๋วในการทดลองนี้ — ภาพโดย Édouard Hue (User:EdouardHue), CC BY-SA 3.0 (Wikimedia Commons)

ทีมวิจัยนำโดย Amir Safavi-Naeini รองศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ประยุกต์ แห่งคณะมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ Stanford ร่วมกับผู้เขียนหลักร่วม Takuma Makihara (บัณฑิตปริญญาเอกที่เพิ่งจบจาก Stanford) และ Erik Szakiel (นักศึกษาปริญญาเอกปัจจุบัน) ออกแบบอุปกรณ์ที่เป็น ตัวสั่นพ้องเชิงกลจิ๋วบนชิป (chip-fabricated mechanical resonator) มีลักษณะเหมือน "ส้อมเสียงระดับไมโครสโคปิก"

ความพิเศษของอุปกรณ์นี้คือมันสั่นสะเทือนต่อเนื่องได้นานถึง 2 มิลลิวินาที ก่อนพลังงานจะสลายไป ฟังดูสั้นมาก แต่ถ้าเทียบสัดส่วนกับส้อมเสียงจริงในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์นี้เทียบเท่ากับส้อมเสียงที่สั่นค้างได้นาน หลายชั่วโมง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ทีมสามารถวัดสถานะของมันได้ซ้ำ ๆ หลายร้อยครั้งก่อนที่การสั่นจะหมดไป

Takuma Makihara อธิบายความท้าทายของการสร้างอุปกรณ์นี้ว่า "เราต้องพัฒนากระบวนการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวัตถุที่สั่นสะเทือนได้ยาวนานเป็นพิเศษชิ้นนี้ แล้วนำมาผนวกเข้ากับคิวบิต (qubit) ซึ่งเป็นตัวตรวจจับทางไฟฟ้าของเรา โดยไม่ทำลายทั้งสองระบบ"

วิธีจับภาพการกระโดด: จับคู่ตัวสั่นพ้องกับคิวบิตตัวนำยิ่งยวด

ทีมวิจัยเชื่อมต่อตัวสั่นพ้องจิ๋วนี้เข้ากับ คิวบิตตัวนำยิ่งยวด (superconducting qubit) ซึ่งเป็นวงจรไฟฟ้าที่เก็บข้อมูลระดับควอนตัมได้ คิวบิตนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจวัดที่คอยตรวจสอบซ้ำ ๆ ว่าพลังงานการสั่นของตัวสั่นพ้องอยู่ในสถานะ "หนึ่งโฟนอน" หรือ "ศูนย์โฟนอน" ในทุกช่วงเวลาของการสั่นสะเทือน 2 มิลลิวินาทีนั้น ทีมเก็บข้อมูลการวัดหลายร้อยครั้งเพื่อระบุจุดแน่ชัดที่พลังงานกระโดดจากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่งแบบทันทีทันใด — ไม่ใช่ค่อย ๆ ลดลง

การทดลองระดับนี้ต้องการอุณหภูมิที่เย็นจัดใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ เพื่อกำจัดสัญญาณรบกวนทางความร้อนที่จะบดบังปรากฏการณ์ควอนตัมอันละเอียดอ่อนนี้ ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ควอนตัมทั่วโลกจึงพึ่งพา เครื่องทำความเย็นแบบ dilution refrigerator ที่สามารถลดอุณหภูมิลงเหลือเพียงไม่กี่มิลลิเคลวินเหนือศูนย์สัมบูรณ์ ซึ่งเย็นกว่าอวกาศห้วงลึกเสียอีก

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ: จากทฤษฎีสู่คอมพิวเตอร์ควอนตัม

เครื่องทำความเย็นแบบ dilution refrigerator ที่ใช้ลดอุณหภูมิของอุปกรณ์ทดลองฟิสิกส์ควอนตัมลงใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ ภาพประกอบ: เครื่องทำความเย็นแบบ dilution refrigerator ชนิดที่ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ควอนตัมทั่วโลกใช้ — ภาพโดย OJB Quantum, CC BY 4.0 (Wikimedia Commons)

Safavi-Naeini สรุปความสำคัญของงานวิจัยนี้ว่า "สิ่งที่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นจะทำให้เราเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมใหม่ ๆ ด้วยเสียงได้" และเสริมว่า "เราได้เห็นแล้วว่าวัตถุที่สั่นสะเทือนสามารถแสดงพฤติกรรมเชิงควอนตัมได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการดำเนินการหลายอย่างที่จำเป็นต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมและการตรวจวัดความแม่นยำสูง"

การตรวจจับ "จุดกระโดด" ของพลังงานแบบเรียลไทม์นี้มีความหมายในทางปฏิบัติที่ชัดเจน: คอมพิวเตอร์ควอนตัมในปัจจุบันเผชิญปัญหาข้อผิดพลาด (error) จากการรบกวนของสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา และการตรวจจับได้ว่า "เกิดการกระโดดขึ้นเมื่อไหร่" คือกุญแจสำคัญของ การแก้ไขข้อผิดพลาดเชิงควอนตัม (quantum error correction) — เทคนิคที่จำเป็นก่อนคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม

Erik Szakiel เสริมว่า "สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถควบคุมเสียงได้อย่างละเอียดแม่นยำมาก ซึ่งอาจหมายความว่าอุปกรณ์ที่ใช้เสียงเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานจะดีขึ้นได้อีกมาก"

ก้าวต่อไป: จากคอมพิวเตอร์ควอนตัมสู่การตรวจจับโปรตีนในเซลล์

ทีม Stanford วางแผนต่อยอดงานวิจัยนี้ไปหลายทิศทาง เป้าหมายแรกคือการนำเทคนิคนี้ไปใช้ใน การแก้ไขข้อผิดพลาดของคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยตรง อีกทิศทางหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือความร่วมมือกับ Michael Roukes นักฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ให้เป็นเซนเซอร์ตรวจจับโปรตีนภายในเซลล์ที่มีความไวสูงเป็นพิเศษ อาศัยหลักการเดียวกันในการวัดแรง มวล และความเร่งระดับจิ๋ว

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังชี้ว่าความสามารถในการควบคุมเสียงระดับควอนตัมได้ละเอียดขนาดนี้ อาจนำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เสียงเป็นเทคโนโลยีหลัก เช่น ตัวกรองสัญญาณในสมาร์ทโฟน ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกในอนาคต

ความหมายต่อไทย: ยุคที่เทคโนโลยีควอนตัมและ AI ก้าวกระโดดพร้อมกัน

ชิปวงจรควอนตัมจิ๋ว โครงสร้างประเภทเดียวกับตัวสั่นพ้องและวงจรตรวจจับในการทดลองนี้ ภาพประกอบ: ชิปวงจรระดับควอนตัมจิ๋ว — ภาพโดย OJB Quantum, CC BY 4.0 (Wikimedia Commons)

แม้งานวิจัยนี้จะยังอยู่ในขั้นห้องปฏิบัติการ แต่มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีขั้นสูงหลายแขนงกำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดดพร้อมกันทั่วโลก ไทยเองก็มีการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์มูลค่ามหาศาลไหลเข้าประเทศต่อเนื่อง (อ่านเพิ่มเติม: ดาวเทียม TSC-1 ฝีมือคนไทย) ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความก้าวหน้าพื้นฐานด้านฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์แบบนี้เป็นรากฐานในระยะยาว

งานวิจัยนี้ยังตอกย้ำแนวโน้มที่เห็นชัดตลอดปี 2569 ว่าฟิสิกส์ควอนตัมกำลังเปลี่ยนจาก "ทฤษฎีในตำรา" มาเป็นเทคโนโลยีที่จับต้องได้ทีละขั้น เช่นเดียวกับที่ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออตตาวาเคยสร้างคู่โฟตอนพันกันเชิงควอนตัมจากแสงแดดได้สำเร็จเมื่อเดือนก่อน (อ่านเพิ่มเติม: นักวิจัยสร้างคู่โฟตอนพันกันควอนตัมจากแสงแดด) สะท้อนว่าการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของโลกกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกมุมของวงการฟิสิกส์

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

"การกระโดดควอนตัม" (quantum jump) คืออะไร?
คือปรากฏการณ์ที่อนุภาคระดับควอนตัมเปลี่ยนจากสถานะพลังงานหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่งแบบ "ทันทีทันใด" ไม่ผ่านค่ากลาง ต่างจากฟิสิกส์คลาสสิกที่การเปลี่ยนแปลงเป็นแบบต่อเนื่อง แนวคิดนี้ถูกทำนายไว้ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเพิ่งพิสูจน์ได้จริงในไอออน (1986) และโฟตอน (2007) ก่อนจะมาถึงเสียงในปี 2569
"โฟนอน" (phonon) ต่างจาก "โฟตอน" (photon) อย่างไร?
โฟตอนคือหน่วยพลังงานที่เล็กที่สุดของแสง ส่วนโฟนอนคือหน่วยพลังงานที่เล็กที่สุดของเสียงหรือการสั่นสะเทือน เกิดจากการเคลื่อนไหวประสานกันของอะตอมจำนวนมากในวัสดุ ทั้งสองเป็น "ควอนตัม" ของพลังงานคนละรูปแบบที่นักฟิสิกส์ใช้อธิบายโลกในระดับเล็กที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิจัยสร้าง 'คู่โฟตอนพันกันควอนตัม' จากแสงแดดได้สำเร็จเป็นครั้งแรกต่างประเทศ
เทคโนโลยี

นักวิจัยสร้าง 'คู่โฟตอนพันกันควอนตัม' จากแสงแดดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยออตตาวาและสถาบันมักซ์พลังค์ ใช้แสงแดดสร้างคู่โฟตอนพันกันเชิงควอนตัมได้สำเร็จ แม่นยำ 94% เปิดทางเทคโนโลยีควอนตัมประหยัดพลังงาน

อ่านข่าว
NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Roman ล่าความลับจักรวาลต่างประเทศ
เทคโนโลยี

NASA เตรียมปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Roman ล่าความลับจักรวาล

NASA กำหนดปล่อยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman มูลค่า 4.3 พันล้านดอลลาร์ ด้วยจรวด Falcon Heavy เช้าวันที่ 30 ส.ค. 2569 เพื่อไขปริศนาพลังงานมืดและตามหาดาวเคราะห์นอกระบบ

อ่านข่าว
ประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์ต่างประเทศ
เทคโนโลยี

ประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์

สหประชาชาติเปิดเวทีกำกับ AI ระดับโลกครั้งแรกที่เจนีวา 6–7 กรกฎาคม 2569 คณะนักวิทยาศาสตร์ 40 คนเตือนยังไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์

อ่านข่าว