ไทยผงาดสู่ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์-AI แห่งอาเซียน BOI ไฟเขียวลงทุนระลอกใหม่ 9.58 แสนล้านบาท

ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ร้อนแรงที่สุดของอาเซียน หลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไฟเขียวการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระลอกใหญ่ มูลค่ารวมราว 958,000 ล้านบาท (ประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในการประชุมเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ขณะที่ผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่ของโลกทั้ง Google, Amazon และ Microsoft ต่างปักหมุดตั้งศูนย์ในไทยเรียบร้อยแล้ว
ดีลใหญ่ระดับประวัติการณ์
ในการอนุมัติรอบเดียวกันนี้ มีโครงการลงทุนถึง 6 โครงการ และที่โดดเด่นที่สุดคือ 3 โครงการดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ ที่มีมูลค่ารวมกันราว 913,000 ล้านบาท หัวหอกของระลอกนี้คือโครงการของบริษัท TikTok System (Thailand) มูลค่ามหาศาลราว 842,000 ล้านบาท (ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์) สำหรับขยายการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ประมวลผล–จัดเก็บข้อมูล กระจายในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
ตามมาด้วยโครงการของ Skyline Data Center and Cloud Services (ในเครือ DAMAC จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มูลค่าราว 46,000 ล้านบาท กำลังไฟ 200 เมกะวัตต์ ที่ฉะเชิงเทรา และ Bridge Data Centres (จากสิงคโปร์) มูลค่าราว 24,600 ล้านบาท กำลังไฟ 134 เมกะวัตต์ ที่ชลบุรี
"การลงทุนในภาคดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง" — นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ
ตัวเลขที่กำลังพุ่งทะยาน
ภาพประกอบ: ตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นหัวใจของดาต้าเซ็นเตอร์ — CC BY-SA via Wikimedia Commons
ความร้อนแรงไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ในปี 2568 ไทยดึงดูดคำขอลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ได้แล้วกว่า 728,000 ล้านบาท จาก 36 คำขอ เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่อยู่ราว 98,500 ล้านบาท โดยนักลงทุนมาจากยุโรป สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และนักลงทุนไทย กระจุกตัวในจังหวัดระยอง ชลบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ
พอเข้าสู่ปี 2569 โมเมนตัมยิ่งแรงขึ้น คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในภาคดิจิทัลช่วง ไตรมาสแรกของปี 2569 พุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมูลค่าคำขอด้านดิจิทัลคิดเป็นหลายแสนล้านบาท — สะท้อนว่าไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของเงินลงทุนด้าน AI ในภูมิภาค
สามยักษ์คลาวด์ปักหมุดในไทย
สิ่งที่ตอกย้ำสถานะของไทยมากที่สุดคือการที่ ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกทั้งสามราย เลือกตั้งโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ — Amazon Web Services (AWS) เปิดศูนย์ภูมิภาคในไทยพร้อมประกาศลงทุนราว 5 พันล้านดอลลาร์, Microsoft เปิดศูนย์คลาวด์แห่งแรกในไทย และ Google Cloud เปิดศูนย์ภูมิภาคกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อ เดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนราว 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย
Google ประเมินว่าศูนย์คลาวด์กรุงเทพฯ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ GDP ของไทยราว 1.4 ล้านล้านบาท (ราว 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์) ภายใน 5 ปี และหนุนการจ้างงานเฉลี่ย ปีละ 130,000 ตำแหน่ง พร้อมเปิดให้ธุรกิจไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI อย่าง Vertex AI และโมเดล Gemini ได้จากในประเทศ ภายใต้การกำกับข้อมูลที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
"ศูนย์คลาวด์แห่งใหม่ในไทยนำโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกแบบเดียวกับที่ขับเคลื่อนบริการของ Google ทั่วโลก มาให้ถึงมือองค์กร สตาร์ทอัพ และภาครัฐของไทยโดยตรง" — Karthik Narain ผู้บริหาร Google Cloud
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทย
ภาพประกอบ: เส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่เม็ดเงินลงทุนกำลังหลั่งไหลเข้า — CC BY-SA via Wikimedia Commons
เม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้ามาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตัวเลขข่าว แต่ส่งผลโดยตรงต่อคนไทยหลายทาง — ทั้ง การจ้างงานทักษะสูง ในสายวิศวกรรม ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และความปลอดภัยไซเบอร์ ไปจนถึงการที่ สตาร์ทอัพและธุรกิจไทยเข้าถึงพลังประมวลผล AI ในประเทศได้ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลออกนอก ช่วยลดต้นทุน ลดความหน่วง และปฏิบัติตามกฎหมายข้อมูลได้ง่ายขึ้น
การมีโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในประเทศยังเปิดทางให้บริการดิจิทัลของไทยทำงานได้เร็วและเสถียรขึ้น สอดรับกับกระแสที่คนไทยใช้เครื่องมือ AI และบริการคลาวด์ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ — อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เครื่องมือ AI จาก Google ที่คนไทยใช้ได้ฟรี และ เลือกบริการเก็บไฟล์บนคลาวด์อย่างไรให้คุ้ม
เรื่องนี้ยังต่อยอดจากภาพความสำเร็จด้านนวัตกรรมของคนไทยที่กำลังโดดเด่นบนเวทีโลก เช่น ผลงาน AI ตรวจมาลาเรียของนักเรียนไทยในเวที ISEF — สะท้อนว่าทั้งคนและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของไทยกำลังเติบโตไปพร้อมกัน
มองไปข้างหน้า: จากดาต้าเซ็นเตอร์สู่การผลิตชิป
ไทยไม่ได้มองแค่การเป็น "ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์" เท่านั้น แต่ยังวางแผนระยะยาวก้าวสู่ต้นน้ำของอุตสาหกรรม ผ่านแผน ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ "Made-in-Thailand" ภายในปี 2593 ที่ตั้งเป้าดึงการลงทุนรวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ตลอด 25 ปี (2569–2593) พร้อมสร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 ตำแหน่ง ในสาขาชิปด้านพลังงาน เซ็นเซอร์ โฟโตนิกส์ และอื่น ๆ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม และ AI
ความท้าทายที่ต้องจับตาในระยะถัดไปคือ พลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอและสะอาด เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ AI กินไฟมหาศาล รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้ทันความต้องการ หากไทยจัดการสองเรื่องนี้ได้ดี โอกาสในการเป็น ศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ข้อมูลสรุป (อนุมัติ 7 พ.ค. 2569):
- การลงทุนระลอกใหม่: 6 โครงการ รวม ~958,000 ล้านบาท (~2.9 หมื่นล้านดอลลาร์)
- ดาต้าเซ็นเตอร์/คลาวด์: 3 โครงการ รวม ~913,000 ล้านบาท นำโดย TikTok System ~842,000 ล้านบาท
- คลาวด์โลกในไทย: AWS · Microsoft · Google Cloud (ศูนย์กรุงเทพฯ ม.ค. 2569)
- แผนระยะยาว: ผลิตชิป "Made-in-Thailand" ภายในปี 2593 เป้าลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท
ทั้งหมดนี้คือสัญญาณว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก "ผู้ใช้เทคโนโลยี" ไปสู่ "ผู้สร้างและเป็นฐานที่ตั้ง" ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับภูมิภาค — เป็นข่าวดีที่วางรากฐานให้กับงาน เม็ดเงิน และโอกาสของคนไทยในระยะยาว
แหล่งข่าว
- Thairath English — Thailand attracts over 720 billion baht in data center investment
- TechNode Global — Thailand approves $29B investment wave as data center demand surges
- Asia Times — Thailand's big money bid to become ASEAN's data center capital
- Computer Weekly — Google Cloud opens Bangkok region to support Thailand's AI economy
- Developing Telecoms — Thailand's BOI approves massive data centre investments
คำถามที่พบบ่อย
- BOI อนุมัติการลงทุนด้านดิจิทัลระลอกล่าสุดมูลค่าเท่าไร?
- เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 บอร์ดบีโอไออนุมัติโครงการลงทุนรวม 6 โครงการ มูลค่ารวมราว 958,000 ล้านบาท (ประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์) โดย 3 ใน 6 โครงการเป็นดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ มูลค่ารวมราว 913,000 ล้านบาท
- โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดที่ได้รับอนุมัติคือของใคร?
- โครงการของบริษัท TikTok System (Thailand) มูลค่าราว 842,000 ล้านบาท (ประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์) สำหรับขยายการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และการประมวลผลข้อมูลในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
- ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกรายใดเข้ามาลงทุนในไทยแล้วบ้าง?
- ทั้ง Google Cloud (เปิดศูนย์คลาวด์ภูมิภาคกรุงเทพฯ เดือนมกราคม 2569), Amazon Web Services และ Microsoft ต่างเข้ามาตั้งโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในไทย โดย Google ประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ราว 1.4 ล้านล้านบาทใน 5 ปี และหนุนการจ้างงานเฉลี่ยปีละ 130,000 ตำแหน่ง
- การลงทุนนี้ส่งผลดีต่อคนไทยทั่วไปอย่างไร?
- ช่วยสร้างงานทักษะสูง ดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีเข้าประเทศ ทำให้สตาร์ทอัพและธุรกิจไทยเข้าถึงพลังประมวลผล AI ในประเทศ (ลดต้นทุน-ไม่ต้องส่งข้อมูลออกนอก) และวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว รวมถึงแผนผลิตชิป 'Made-in-Thailand' ภายในปี 2593
- ทำไมไทยถึงดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์ได้มากในช่วงนี้?
- ปัจจัยหลักคือความต้องการพลังประมวลผล AI ที่พุ่งสูงทั่วโลก ทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้น้ำ พื้นที่อุตสาหกรรม EEC และสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยลงทุนต่างชาติไทยพุ่ง 80% แตะ 1.37 ล้านล้านบาท ดาต้าเซ็นเตอร์-AI นำทัพ
บีโอไอเผยยอดขอลงทุนต่างชาติครึ่งแรกปี 2569 พุ่ง 80% เป็น 1.37 ล้านล้านบาท นำโดยดาต้าเซ็นเตอร์และ AI มูลค่า 1.12 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 82,000 ตำแหน่ง
ไทยนายกฯ อนุทิน นำทัพ 100 นักธุรกิจบุกจีน ร่วม WAIC 2026 ดึงทุน AI-EV เข้าไทย
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวิรัตน์ นำคณะนักธุรกิจกว่า 100 คน เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16-20 ก.ค. 2569 เข้าร่วม WAIC 2026 ณ เซี่ยงไฮ้ พบสีจิ้นผิง และลงนาม MOU 14 ฉบับ มุ่งดึงทุน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ไทย
ไทยยอดขายรถ EV ไทยทุบสถิติเดือน ม.ค. 69 ทะลุ 44,000 คัน ดันส่วนแบ่งแตะ 48% ไทยผงาดฐานผลิต-ส่งออกรถไฟฟ้าอาเซียน
ยอดจดทะเบียนรถ EV ไทยเดือนมกราคม 2569 ทะลุ 44,000 คัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนแบ่งแตะ 48% ขณะ BYD ระยองส่งออกรถผลิตในไทยไปยุโรป