ก้าวสำคัญของท้องทะเลโลก: มหาสมุทรได้รับการคุ้มครองแล้ว 10% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

โลกเพิ่งผ่านหมุดหมายสำคัญด้านการอนุรักษ์ทะเลที่รอคอยมานาน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มหาสมุทรของโลกได้รับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองและอนุรักษ์แล้วถึง 10.01% ตามการเปิดเผยของศูนย์ติดตามการอนุรักษ์โลกแห่งโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP-WCMC) ร่วมกับสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เมื่อต้นเดือนเมษายน 2026
ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่หมายถึงผืนน้ำมหาศาลที่จะได้รับการดูแลให้ปลา ปะการัง และสัตว์ทะเลฟื้นตัว และเป็นก้าวแรกที่จับต้องได้สู่เป้าหมายระดับโลกในการปกป้องมหาสมุทรให้ได้ 30% ภายในปี 2030
ตัวเลขที่บอกเล่าความก้าวหน้า
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โลกได้ประกาศเขตคุ้มครองทางทะเลเพิ่มขึ้นราว 5 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่ทั้งหมดของสหภาพยุโรปรวมกัน ส่งผลให้สัดส่วนมหาสมุทรที่ได้รับการคุ้มครองแตะเส้น 10% ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ภาพยังไม่สมบูรณ์นัก ข้อมูลจาก Marine Protection Atlas ระบุว่ามีเพียงราว 3.3% ของมหาสมุทรที่ได้รับการคุ้มครองในระดับ "เต็มที่หรือสูง" ส่วนที่เหลือยังอนุญาตให้ทำกิจกรรมบางอย่างได้ และที่น่ากังวลคือพื้นที่ทะเลหลวง (high seas) ซึ่งกินพื้นที่กว่า 60% ของผิวมหาสมุทร กลับมีการคุ้มครองเพียง 1.66% เท่านั้น
| ตัวเลขสำคัญ (ณ เมษายน 2026) | จำนวน |
|---|---|
| สัดส่วนมหาสมุทรที่คุ้มครองแล้ว | 10.01% |
| พื้นที่เพิ่มขึ้นในรอบ 2 ปี | ~5 ล้าน ตร.กม. |
| ส่วนที่คุ้มครองเต็มที่/สูง | ~3.3% |
| การคุ้มครองในเขตทะเลหลวง | 1.66% |
| เป้าหมายภายในปี 2030 | 30% |
ข้อมูล ณ เมษายน 2026 — UNEP-WCMC / Marine Protection Atlas
เขตอนุรักษ์ทะเลขนาดยักษ์ที่ช่วยผลักดัน
ภาพประกอบ: แนวปะการังในมหาสมุทรแปซิฟิก — NOAA Fisheries/Andrew Gray — สาธารณสมบัติ (Wikimedia Commons)
ความก้าวหน้าครั้งนี้มาจากการที่หลายประเทศประกาศเขตคุ้มครองทางทะเลขนาดใหญ่ติดต่อกัน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ เฟรนช์โปลินีเซีย ดินแดนในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 ได้ประกาศคุ้มครองผืนน้ำราว 520,000 ตารางกิโลเมตร รอบหมู่เกาะออสตรัลและหมู่เกาะมาร์เคซัส ด้วยระดับการคุ้มครองสูงสุด ห้ามทำเหมือง ลากอวน และประมงอุตสาหกรรม
สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การประมงพื้นบ้านดั้งเดิม ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงทางอาหารและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น จะยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ และรัฐบาลกับชุมชนจะได้รับงบประมาณผ่านกองทุนอนุรักษ์เพื่อบริหารจัดการน่านน้ำเหล่านี้ด้วยตนเองต่อเนื่อง 15–20 ปี
"นี่เป็นการตอกย้ำสถานะของเฟรนช์โปลินีเซียในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการอนุรักษ์ทะเล" — มาเอล อิมิริซัลดู ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคของ Blue Nature Alliance
ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศก็ได้เพิ่มเขตคุ้มครองทางทะเลของตนเองเช่นกัน ขณะที่ 33 ประเทศและดินแดนทั่วโลกได้คุ้มครองน่านน้ำของตนเกิน 30% ไปแล้ว
สนธิสัญญาทะเลหลวงที่เริ่มเดินเครื่อง
ภาพประกอบ: หมู่เกาะตูอาโมตูในเฟรนช์โปลินีเซีย ถ่ายจากดาวเทียม MODIS — NASA GSFC — สาธารณสมบัติ (Wikimedia Commons)
อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญคือ สนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) หรือชื่อทางการคือข้อตกลงว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ (BBNJ) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 หลังจากใช้เวลาเจรจากันมานานเกือบ 20 ปี
สนธิสัญญาฉบับนี้สร้างกรอบกฎหมายเป็นครั้งแรก สำหรับการประกาศเขตคุ้มครองในทะเลหลวง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของโลกและไม่เคยมีกฎหมายใดดูแลได้ทั่วถึงมาก่อน เมื่อถึงต้นปี 2026 มีประเทศให้สัตยาบันแล้วกว่า 80 ประเทศ ปูทางให้การคุ้มครองในเขตทะเลหลวง ซึ่งยังตามหลังอยู่มาก เริ่มขยับไปข้างหน้าได้จริง
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อทุกคน
มหาสมุทรไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังที่ เนวิลล์ แอช ผู้อำนวยการ UNEP-WCMC กล่าวไว้ว่า "เราทุกคนต้องพึ่งพามหาสมุทรเพื่อความอยู่รอด ออกซิเจนกว่าครึ่งหนึ่งของโลกผลิตขึ้นจากสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร"
ทะเลที่สมบูรณ์ช่วยดูดซับคาร์บอน บรรเทาภาวะโลกร้อน เป็นแหล่งโปรตีนและอาชีพของผู้คนหลายร้อยล้านคน รวมถึงชาวประมงและชุมชนชายฝั่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่แนวปะการังและแหล่งหญ้าทะเลฟื้นตัวยังหมายถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เติบโต ความก้าวหน้านี้จึงเชื่อมโยงกับเรื่องราวดี ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น สถิติพลังงานสะอาดของโลกที่ทำลายสถิติในปี 2025 และ ความก้าวหน้าด้านไฮโดรเจนสะอาด
"อินโดนีเซียและประเทศอื่น ๆ ตลอดจนชนพื้นเมืองที่ดูแลระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องมหาสมุทรของเรา" — ดร.เกรเทล อากีลาร์ ผู้อำนวยการใหญ่ IUCN
ก้าวต่อไปสู่เป้าหมาย 30%
แม้จะน่ายินดี แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าหนทางยังอีกยาวไกล การจะไปถึง 30% ภายในปี 2030 ต้องประกาศเขตคุ้มครองเพิ่มอีกราวพื้นที่ขนาด มหาสมุทรอินเดีย ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
ภาพประกอบ: เต่าทะเลเหนือแนวปะการัง — Elh733 — CC BY-SA 4.0 (Wikimedia Commons)
ความท้าทายที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือ การบริหารจัดการให้เขตที่ประกาศไปแล้วมีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่เป็นเพียง "อุทยานบนกระดาษ" ข้อมูลระบุว่ามีเพียงราว 1.3% ของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเท่านั้นที่เคยได้รับการประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการอย่างเป็นทางการ
"ครอบคลุมพื้นที่คุ้มครองและอนุรักษ์ในทะเลยังต้องเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าภายในปี 2030" — เนวิลล์ แอช ผู้อำนวยการ UNEP-WCMC
แม้เส้นทางจะยังอีกไกล แต่การแตะหลัก 10% ได้สำเร็จคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นข่าวดีที่บอกว่า เมื่อประเทศต่าง ๆ ตัดสินใจลงมือร่วมกัน ท้องทะเลก็ยังมีโอกาสฟื้นคืน อ่านข่าวดีด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมเพิ่มเติมได้ที่หน้าข่าวของเรา
แหล่งข่าว
- UNEP-WCMC — World reaches milestone: 10% of ocean now officially protected
- IUCN — World reaches milestone for nature: 10% of ocean now officially protected
- Mongabay — 10% of the ocean is protected. Now just 20% more to go
- Conservation International — The world just gained a marine protected area the size of France
- High Seas Alliance — Historic High Seas Treaty enters into force
คำถามที่พบบ่อย
- พื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Area) คืออะไร?
- คือเขตทะเลที่กฎหมายกำหนดให้มีการดูแลและจำกัดกิจกรรมที่ทำลายระบบนิเวศ เช่น การทำเหมืองใต้ทะเล การประมงอุตสาหกรรม หรือการลากอวน เพื่อให้ปลา ปะการัง และสิ่งมีชีวิตในทะเลฟื้นตัวและขยายพันธุ์ได้
- เป้าหมาย 30x30 หมายถึงอะไร?
- เป็นข้อตกลงระดับโลกที่ทุกประเทศให้คำมั่นเมื่อเดือนธันวาคม 2022 ว่าจะอนุรักษ์พื้นที่บนบกและในทะเลให้ได้อย่างน้อย 30% ของโลกภายในปี 2030 การคุ้มครองมหาสมุทรครบ 10% คือก้าวสำคัญหนึ่งในสามของเส้นทางนั้น
- ทำไมการคุ้มครองมหาสมุทรจึงสำคัญต่อคนทั่วไป?
- มหาสมุทรผลิตออกซิเจนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ดูดซับคาร์บอน เป็นแหล่งอาหารและรายได้ของผู้คนหลายร้อยล้านคน ทะเลที่สมบูรณ์จึงหมายถึงอากาศที่ดีขึ้น อาหารทะเลที่มั่นคง และสภาพภูมิอากาศที่เสถียรขึ้น
- ยังต้องทำอะไรอีกบ้างกว่าจะถึงเป้าหมาย?
- ต้องเพิ่มพื้นที่คุ้มครองอีกราว 20% ของมหาสมุทรภายในปี 2030 หรือคิดเป็นพื้นที่ขนาดประมาณมหาสมุทรอินเดีย และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการบริหารจัดการเขตที่ประกาศไปแล้วให้มีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่แค่ขีดเส้นบนแผนที่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต่างประเทศกากาโป้ นกแก้วหนักที่สุดในโลก ประชากรทะลุ 300 ตัว ครั้งแรกในรอบ 75 ปี
นิวซีแลนด์ประกาศประชากรกากาโป้แตะ 325 ตัว หลังฤดูผสมพันธุ์ปี 2026 ให้ลูกนกทำลายสถิติ 90 ตัว จากจุดเริ่มต้นที่เหลือเพียง 51 ตัวเมื่อปี 1995
ต่างประเทศพบยาแก้พิษงูในเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง แรงกว่ายาปัจจุบัน 10 เท่า
นักวิจัยพบว่าโปรตีนจากเลือดงูเรทเทิลสเนคเอง เมื่อผสมกันหยุดพิษงูได้แรงกว่ายาแก้พิษปัจจุบัน 10 เท่าในห้องทดลอง ทีมวิจัยมีนักวิทยาศาสตร์ไทยร่วมด้วย
ต่างประเทศธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม น้ำท่วมเนปาล-ทิเบต บทเรียนระบบเตือนภัย
ธารน้ำแข็งแตกที่ความสูง 5,200 เมตร ทำน้ำท่วมฉับพลันชายแดนเนปาล-ทิเบต นักวิทยาศาสตร์ชี้เตือนล่วงหน้าได้ถ้ามีระบบเฝ้าระวัง