ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
สังคมต่างประเทศ

ก้าวสำคัญของท้องทะเลโลก: มหาสมุทรได้รับการคุ้มครองแล้ว 10% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 12 นาที
แชร์บทความนี้
ก้าวสำคัญของท้องทะเลโลก: มหาสมุทรได้รับการคุ้มครองแล้ว 10% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ภาพ: แนวปะการังที่อ่าวไวเรา เกาะตาฮีตี เฟรนช์โปลินีเซีย — Olivier Dugornay (IFREMER) — CC BY 4.0 (Wikimedia Commons)

โลกเพิ่งผ่านหมุดหมายสำคัญด้านการอนุรักษ์ทะเลที่รอคอยมานาน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มหาสมุทรของโลกได้รับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองและอนุรักษ์แล้วถึง 10.01% ตามการเปิดเผยของศูนย์ติดตามการอนุรักษ์โลกแห่งโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP-WCMC) ร่วมกับสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เมื่อต้นเดือนเมษายน 2026

ตัวเลขนี้อาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่หมายถึงผืนน้ำมหาศาลที่จะได้รับการดูแลให้ปลา ปะการัง และสัตว์ทะเลฟื้นตัว และเป็นก้าวแรกที่จับต้องได้สู่เป้าหมายระดับโลกในการปกป้องมหาสมุทรให้ได้ 30% ภายในปี 2030

ตัวเลขที่บอกเล่าความก้าวหน้า

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โลกได้ประกาศเขตคุ้มครองทางทะเลเพิ่มขึ้นราว 5 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าพื้นที่ทั้งหมดของสหภาพยุโรปรวมกัน ส่งผลให้สัดส่วนมหาสมุทรที่ได้รับการคุ้มครองแตะเส้น 10% ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ภาพยังไม่สมบูรณ์นัก ข้อมูลจาก Marine Protection Atlas ระบุว่ามีเพียงราว 3.3% ของมหาสมุทรที่ได้รับการคุ้มครองในระดับ "เต็มที่หรือสูง" ส่วนที่เหลือยังอนุญาตให้ทำกิจกรรมบางอย่างได้ และที่น่ากังวลคือพื้นที่ทะเลหลวง (high seas) ซึ่งกินพื้นที่กว่า 60% ของผิวมหาสมุทร กลับมีการคุ้มครองเพียง 1.66% เท่านั้น

ตัวเลขสำคัญ (ณ เมษายน 2026)จำนวน
สัดส่วนมหาสมุทรที่คุ้มครองแล้ว10.01%
พื้นที่เพิ่มขึ้นในรอบ 2 ปี~5 ล้าน ตร.กม.
ส่วนที่คุ้มครองเต็มที่/สูง~3.3%
การคุ้มครองในเขตทะเลหลวง1.66%
เป้าหมายภายในปี 203030%

ข้อมูล ณ เมษายน 2026 — UNEP-WCMC / Marine Protection Atlas

เขตอนุรักษ์ทะเลขนาดยักษ์ที่ช่วยผลักดัน

แนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยฝูงปลา ภาพประกอบ: แนวปะการังในมหาสมุทรแปซิฟิก — NOAA Fisheries/Andrew Gray — สาธารณสมบัติ (Wikimedia Commons)

ความก้าวหน้าครั้งนี้มาจากการที่หลายประเทศประกาศเขตคุ้มครองทางทะเลขนาดใหญ่ติดต่อกัน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ เฟรนช์โปลินีเซีย ดินแดนในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 ได้ประกาศคุ้มครองผืนน้ำราว 520,000 ตารางกิโลเมตร รอบหมู่เกาะออสตรัลและหมู่เกาะมาร์เคซัส ด้วยระดับการคุ้มครองสูงสุด ห้ามทำเหมือง ลากอวน และประมงอุตสาหกรรม

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การประมงพื้นบ้านดั้งเดิม ซึ่งเป็นหัวใจของความมั่นคงทางอาหารและวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น จะยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ และรัฐบาลกับชุมชนจะได้รับงบประมาณผ่านกองทุนอนุรักษ์เพื่อบริหารจัดการน่านน้ำเหล่านี้ด้วยตนเองต่อเนื่อง 15–20 ปี

"นี่เป็นการตอกย้ำสถานะของเฟรนช์โปลินีเซียในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการอนุรักษ์ทะเล" — มาเอล อิมิริซัลดู ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคของ Blue Nature Alliance

ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศก็ได้เพิ่มเขตคุ้มครองทางทะเลของตนเองเช่นกัน ขณะที่ 33 ประเทศและดินแดนทั่วโลกได้คุ้มครองน่านน้ำของตนเกิน 30% ไปแล้ว

สนธิสัญญาทะเลหลวงที่เริ่มเดินเครื่อง

ภาพถ่ายดาวเทียมหมู่เกาะปะการังกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ภาพประกอบ: หมู่เกาะตูอาโมตูในเฟรนช์โปลินีเซีย ถ่ายจากดาวเทียม MODIS — NASA GSFC — สาธารณสมบัติ (Wikimedia Commons)

อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญคือ สนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) หรือชื่อทางการคือข้อตกลงว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ (BBNJ) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 หลังจากใช้เวลาเจรจากันมานานเกือบ 20 ปี

สนธิสัญญาฉบับนี้สร้างกรอบกฎหมายเป็นครั้งแรก สำหรับการประกาศเขตคุ้มครองในทะเลหลวง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของโลกและไม่เคยมีกฎหมายใดดูแลได้ทั่วถึงมาก่อน เมื่อถึงต้นปี 2026 มีประเทศให้สัตยาบันแล้วกว่า 80 ประเทศ ปูทางให้การคุ้มครองในเขตทะเลหลวง ซึ่งยังตามหลังอยู่มาก เริ่มขยับไปข้างหน้าได้จริง

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อทุกคน

มหาสมุทรไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังที่ เนวิลล์ แอช ผู้อำนวยการ UNEP-WCMC กล่าวไว้ว่า "เราทุกคนต้องพึ่งพามหาสมุทรเพื่อความอยู่รอด ออกซิเจนกว่าครึ่งหนึ่งของโลกผลิตขึ้นจากสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร"

ทะเลที่สมบูรณ์ช่วยดูดซับคาร์บอน บรรเทาภาวะโลกร้อน เป็นแหล่งโปรตีนและอาชีพของผู้คนหลายร้อยล้านคน รวมถึงชาวประมงและชุมชนชายฝั่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่แนวปะการังและแหล่งหญ้าทะเลฟื้นตัวยังหมายถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เติบโต ความก้าวหน้านี้จึงเชื่อมโยงกับเรื่องราวดี ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น สถิติพลังงานสะอาดของโลกที่ทำลายสถิติในปี 2025 และ ความก้าวหน้าด้านไฮโดรเจนสะอาด

"อินโดนีเซียและประเทศอื่น ๆ ตลอดจนชนพื้นเมืองที่ดูแลระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องมหาสมุทรของเรา" — ดร.เกรเทล อากีลาร์ ผู้อำนวยการใหญ่ IUCN

ก้าวต่อไปสู่เป้าหมาย 30%

แม้จะน่ายินดี แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าหนทางยังอีกยาวไกล การจะไปถึง 30% ภายในปี 2030 ต้องประกาศเขตคุ้มครองเพิ่มอีกราวพื้นที่ขนาด มหาสมุทรอินเดีย ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

เต่าทะเลว่ายอยู่เหนือแนวปะการัง ภาพประกอบ: เต่าทะเลเหนือแนวปะการัง — Elh733 — CC BY-SA 4.0 (Wikimedia Commons)

ความท้าทายที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือ การบริหารจัดการให้เขตที่ประกาศไปแล้วมีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่เป็นเพียง "อุทยานบนกระดาษ" ข้อมูลระบุว่ามีเพียงราว 1.3% ของพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเท่านั้นที่เคยได้รับการประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการอย่างเป็นทางการ

"ครอบคลุมพื้นที่คุ้มครองและอนุรักษ์ในทะเลยังต้องเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าภายในปี 2030" — เนวิลล์ แอช ผู้อำนวยการ UNEP-WCMC

แม้เส้นทางจะยังอีกไกล แต่การแตะหลัก 10% ได้สำเร็จคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นข่าวดีที่บอกว่า เมื่อประเทศต่าง ๆ ตัดสินใจลงมือร่วมกัน ท้องทะเลก็ยังมีโอกาสฟื้นคืน อ่านข่าวดีด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมเพิ่มเติมได้ที่หน้าข่าวของเรา

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

พื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Area) คืออะไร?
คือเขตทะเลที่กฎหมายกำหนดให้มีการดูแลและจำกัดกิจกรรมที่ทำลายระบบนิเวศ เช่น การทำเหมืองใต้ทะเล การประมงอุตสาหกรรม หรือการลากอวน เพื่อให้ปลา ปะการัง และสิ่งมีชีวิตในทะเลฟื้นตัวและขยายพันธุ์ได้
เป้าหมาย 30x30 หมายถึงอะไร?
เป็นข้อตกลงระดับโลกที่ทุกประเทศให้คำมั่นเมื่อเดือนธันวาคม 2022 ว่าจะอนุรักษ์พื้นที่บนบกและในทะเลให้ได้อย่างน้อย 30% ของโลกภายในปี 2030 การคุ้มครองมหาสมุทรครบ 10% คือก้าวสำคัญหนึ่งในสามของเส้นทางนั้น
ทำไมการคุ้มครองมหาสมุทรจึงสำคัญต่อคนทั่วไป?
มหาสมุทรผลิตออกซิเจนมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ดูดซับคาร์บอน เป็นแหล่งอาหารและรายได้ของผู้คนหลายร้อยล้านคน ทะเลที่สมบูรณ์จึงหมายถึงอากาศที่ดีขึ้น อาหารทะเลที่มั่นคง และสภาพภูมิอากาศที่เสถียรขึ้น
ยังต้องทำอะไรอีกบ้างกว่าจะถึงเป้าหมาย?
ต้องเพิ่มพื้นที่คุ้มครองอีกราว 20% ของมหาสมุทรภายในปี 2030 หรือคิดเป็นพื้นที่ขนาดประมาณมหาสมุทรอินเดีย และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการบริหารจัดการเขตที่ประกาศไปแล้วให้มีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่แค่ขีดเส้นบนแผนที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิจัยใหญ่ยืนยัน "น้ำยาป้ายฟัน" หยุดฟันผุเด็กเล็กได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องกรอ ไม่ต้องฉีดยาชาต่างประเทศ
สังคม

วิจัยใหญ่ยืนยัน "น้ำยาป้ายฟัน" หยุดฟันผุเด็กเล็กได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องกรอ ไม่ต้องฉีดยาชา

งานวิจัยระยะที่ 3 ในเด็ก 830 คน ตีพิมพ์ใน JAMA Pediatrics พบว่าสารซิลเวอร์ไดเอมีนฟลูออไรด์ (SDF) แบบป้ายเพียงไม่กี่วินาที หยุดฟันผุในฟันน้ำนมได้ถึง 54% เทียบกับ 22.5% ในกลุ่มควบคุม เปิดทางเลือกใหม่สำหรับเด็กเล็กที่กลัวหมอฟัน

อ่านข่าว
คิวบาวิกฤตไฟดับซ้ำซาก: 5 ครั้งใน 5 เดือน กระทบคนกว่า 10 ล้านชีวิตต่างประเทศ
สังคม

คิวบาวิกฤตไฟดับซ้ำซาก: 5 ครั้งใน 5 เดือน กระทบคนกว่า 10 ล้านชีวิต

คิวบาเผชิญไฟดับทั่วเกาะ 5 ครั้งในปี 2569 ล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม ขณะที่กริดไฟฟ้าผลิตได้เพียง 43% ของความต้องการ เหตุจากโรงไฟฟ้ายุคโซเวียตเสื่อมสภาพบวกกับการตัดน้ำมันจากเวเนซุเอลา จีนเข้าช่วยด้วยโซลาร์ฟาร์ม 49 แห่ง

อ่านข่าว
แอนดี้ เบิร์นแฮม ขึ้นนายกฯ อังกฤษ — ผู้นำคนที่ 7 ในรอบทศวรรษต่างประเทศ
สังคม

แอนดี้ เบิร์นแฮม ขึ้นนายกฯ อังกฤษ — ผู้นำคนที่ 7 ในรอบทศวรรษ

แอนดี้ เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรีแมนเชสเตอร์และ 'ราชาแห่งทิศเหนือ' เตรียมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม หลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค Labour เมื่อวันศุกร์ แทนที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่ถูกพรรคบังคับให้ลาออก

อ่านข่าว